3- รายงานจากอาอิชะห์
มารดาของมวลผู้ศรัทธา (ร.ด.)
ว่าสิ่งแรกที่ถูกเริ่มต้นมีการติดต่อสื่อสารกับท่านคือความฝันดีขณะนอนหลับ
ท่านไม่เคยฝันใดๆนอกจากมันเกิดเป็นความจริง เหมือนแสงสว่างที่มาในยามเช้า หลังจากนั้นท่านก็ชอบที่จะอยู่อย่างสันโดษ
และท่านก็ได้ปลีกตัวไปอยู่ในถ้ำที่ภูเขาฮิรออ์ ปฎิบัติธรรม(ตามแบบฉบับนบีอิบรอฮีม)
อยู่ในถ้ำนั้น คือการปฎิบัติธรรมเป็นเวลาหลาย คืน
ก่อนที่ท่านจะกลับไปหาครอบครัวของท่าน
และจัดเตรียมเสบียงเพื่อการนั้น หลังจากนั้นท่านจะกลับไปหาคอดีญะห์
และจัดเตรียมเสบียงไปเป็นเวลาหลายคืน จนกระทั่งสัจธรรมได้มายังท่าน
ขณะท่านอยู่ในถ้ำที่ภูเขาฮิรออ์
มะลัก(เอกพจน์ของมะลาอิกะห์) ได้มาหาท่านแล้วกล่าว่า เจ้าจงอ่านเถิด ท่านตอบว่า ฉันอ่านไม่เป็น
เขาได้จับฉันและกอดรัดฉันแน่น จนฉันรู้สึกอึดอัด แล้วเขาก็ปล่อยฉัน
เขาได้กล่าวว่า ท่านจงอ่าน ฉันตอบว่า
ฉันอ่านไม่เป็น เขาได้จับฉันและกอดรัดฉันแน่น เป็นครั้งที่สอง จนฉันรู้สึกอึดอัด แล้วเขาก็ปล่อยฉัน
เขาได้กล่าวอีกว่า ท่านจงอ่าน ฉันตอบว่า ฉันอ่านไม่เป็น
เขาได้จับฉันและกอดรัดฉันแน่น เป็นครั้งที่สาม
จนฉันรู้สึกอึดอัด แล้วเขาก็ปล่อยฉัน หลังจากนั้นเขาได้กล่าวว่า “เจ้าจงอ่าน
ด้วยนามแห่งองค์อภิบาลของเจ้าเถิด ซึ่งพระองค์ได้ทรงสร้าง
พระองค์ทรงสร้างมนุษย์จากก้อนเลือด
เจ้าจงอ่านเถิด องค์อภิบาลของเจ้าใจบุญยิ่ง ซึ่งพระองค์ทรงสอนให้รู้จักปากกา” ท่านรอซูลุ้ลเลาะห์ได้กลับไปพร้อมด้วยข้อความเหล่านั้น หัวใจของท่านเต้นระรัว ท่านได้เข้าไปหา คอดีญะห์ บินติ คุวัยลิด
แล้วกล่าวว่า พวกท่านจงห่มผ้าให้ฉัน พวกเขาได้ห่มผ้าให้ท่าน
หลังจากนั้นท่านได้กล่าวแก่คอดีญะห์ และเล่าให้นางฟังถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นนั้น ขอสาบานว่าฉันกลัวจะเกิดเหตุร้ายขึ้นกับตัวฉัน คอดีญะห์กล่าวว่า คงไม่เป็นเช่นนั้นหรอก ขอสาบานต่ออัลเลาะห์ว่า อัลเลาะห์
จะไม่ทำให้ท่านตกต่ำตลอดไป เพราะท่านติดต่อเชื่อมสัมพันธ์กับเครือญาติ ท่านรับภาระคนที่ช่วยตัวเองไม่ได้
ท่านเป็นที่พึ่งของคนยากไร้
ท่านต้อนรับแขก และท่านช่วยปัดเป่าภัยพิบัติที่เกิดขึ้น
หลังจากนั้นคอดีญะห์ได้พาท่านไปหา วะรอเกาะห์ บิน เนาฟัล บิน อะสัด บีน อับดิ้ลอุซซา ซึ่งเป็น
บุตรชายลุงของคอดีญะห์ เขาเป็นผู้มีความรู้ศาสนาคริสต์ เป็นอย่างดี ในยุคญาฮิลียะห์(ยุคก่อนอิสลาม) เขาได้เขียนคัมภีร์ภาษาฮีบรู
และเขียนคัมภีร์อินญีล ตามที่อัลเลาะห์ทรงประสงค์ให้เขาได้เขียน
เขาเป็นผู้สูงอายุที่ตาบอด
คอดีญะห์ได้กล่าวว่า โอ้ ลูกของลุงฉัน
ได้โปรดรับฟังเรื่องราวจากลูกพี่ลูกน้องของท่านเถิด วะรอเกาะห์ ได้กล่าวแก่ท่านรอซูลุ้ลเลาะห์
(ซ.ล.) ว่า โอ้ลูกพี่ลูกน้องของฉัน
ท่านได้พบเห็นสิ่งใดหรือ ?
ท่านรอซูลุ้ลเลาะห์ (ซ.ล.)
ได้เล่าเรื่องราวที่ท่านได้พบเห็นมาให้เขาฟัง
วะรอเกาะห์ได้กล่าวแก่ท่านว่า นี่คือ
“อันนามูส” (ผู้ถือความลับในที่นี้คือ
ญิบรีล)
ซึ่งอัลเลาะห์ได้เคยบัญชาให้เขาลงมายังนบีมูซา หวังว่าฉันจะมีกำลังเหมือนคนหนุ่ม
(ในวันที่ศาสนาอิสลามเปิดเผย)
หวังว่าฉันจะมีชีวิตอยู่ในวันที่พวกพ้องของท่านขับไล่ท่านออกไป ท่านรอซูลุ้ลเลาะห์ กล่าวว่า
พวกเขาจะขับไล่ฉันออกไปอย่างนั้นหรือ ? วะรอเกาะห์ ตอบว่าถูกแล้ว
จะไม่มีผู้ใดที่นำสิ่งที่เหมือนกับท่านนำมา นอกจากเขาจะถูกรังแกข่มเหง และถ้าหากฉันทันได้พบกับวันนั้น
ฉันจะต้องช่วยเหลือท่านอย่างจริงจัง
หลังจากนั้นไม่นาน วะรอเกาะห์ ก็เสียชีวิต และการติดต่อสื่อสาร(วะฮีย์)
ก็ขาดตอนลง.
การประกันภัยในทรรศนะของอิสลาม
สภานิติศาสตร์อิสลาม ขององค์การสันนิบาตโลกอิสลาม
ในการประชุมครั้งที่หนึ่ง มติที่ห้า
ระเบียบของการถือศิลอด
สำหรับการถือศิลอดมีระเบียบหลายประการพอสรุปได้ดังต่อไปนี้ :
1. รีบละศิลอด :
คือรีบละศิลอดทันทีภายหลังตะวันลับขอบฟ้า หลักฐานในเรื่องนี้ คือฮาดิษ บุคอรี ( 1856 ) และมุสลิม ( 1098 ) ที่รายงานจาก สะหัล บุตร สะอัด ( ร.ด ) ว่าท่านรอซูลุ้ลเลาะห์ ( ซ.ล ) กล่าว่า :
" มนุษย์จะยังคงอยู่ในความดี ตราบที่พวกเขารีบละศิลอด และที่ดีนั้นควรละศิลอดด้วยอินทผาลัมสด หรือแห้ง ถ้าหากไม่มีให้ละศิลอดด้วยน้ำ"
ติรมีซี ( 696 ) และอบูดาวูด ( 3356 ) ได้รายงานว่าท่านนบี ( ซ.ล ) :
" เคยละศิลอดก่อนละหมาด ด้วยอินทผาลัมสด ถ้าไม่มีก็ด้วยอินทผาลัมแห้ง และถ้าไม่มีท่านก็จะดื่มน้ำหลายอึก เพราะมันทำให้สะอาด "
2. รับประทานอาหารดึก ( สะฮูร ) :
คือการรับประทานอาหารภายหลังเที่ยงคืนไปแล้ว หลักฐานในเรื่องนี้ได้แก่ ฮาดิษ บุคอรี ( 1823 ) และมุสลิม ( 1095 ) ได้รายงานจากท่านนบี ( ซ.ล ) ว่าท่านได้กล่าวว่า :
" ท่านทั้งหลายจงรับประทานอาหารดึก เพราะในอาหารดึกนั้นมีความเพิ่มพูน "
ส่วนเคล็ดลับที่สุนัตให้รับประทานอาหารดึกนั้น เพื่อให้แข็งแรงสามารถถือศิลอดในวันรุ่งขึ้นได้ ฮากิมได้รายงานในหนังสือ มุสตัดร๊อก ของเขา ( 1/425 ) ว่าท่านนบี ( ซ.ล ) ว่า :
" ท่านทั้งหลายจงเอาอาหารดึกมาช่วยการถือศิลอดในเวลากลางวันเถิด "
เข้าเวลาอาหารดึก เมื่อเข้าเวลาเที่งคืน การรับประทานอาหารดึกไม่ว่าจะมากหรือเล็กน้อย หรือเพียงแค่ดื่มน้ำ ก็ถือว่าได้รับความประเสริฐแล้ว
อิบนุฮิบบานได้รายงานในหนังสือ ซอเฮี๊ยะของเขาว่าท่านนบี ( ซ.ล ) ได้กล่าวว่า :
" ท่านทั้งหลายจงรับประทานอาหารดึกเถิด แม้เป็นน้ำเพียงอึกเดียวก็ตาม" ( มะวาริดุซซอมอาน 884 )
3. ควรรับประทานอาหารดึกในเวลาใกล้รุ่ง :
โดยกะเวลาให้การรับประทานและดื่มน้ำเสร็จก่อนแสงอรุณขึ้นเล็กน้อย หลักฐานในเรื่องนี้ได้แก่ ฮาดิษ ที่อิหม่าม อะห์หมัดได้รายงานไว้ในหนังสือ มุสนัดของเขา ( 5/147 ) จากท่านนบี ( ซ .ล ) ว่า :
" ประชากรของฉันจะคงอยู่ในความดี ตราบที่พวกเขารีบละศิลอด และล่าช้าการรับประทานอาหารดึก "
และบุคอรี ( 556 ) ได้รายงานจากอะนัส ( ร.ด ) ว่าท่านนบี ( ซ.ล ) และ เซต บุตร ซาบิต ได้รับประทานอาหารดึก เมื่อทั้งสองรับประทานอาหารดึกเสร็จ ท่านนบี ( ซ . ล ) ได้ลุกขึ้นและไปละหมาดพวกเราถามอะนัสว่า ช่วงเวลาระหว่างที่ทั้งสองเสร็จจากการรับประทานอาหารดึกและเขาทั้งสองเข้าไปละหมาดห่างกันเท่าใด ? เขาตอบว่า เท่ากับช่วงที่คนหนึ่งอ่านกรุอ่านได้สิบห้าอายะห์
สำหรับการถือศิลอดมีระเบียบหลายประการพอสรุปได้ดังต่อไปนี้ :
1. รีบละศิลอด :
คือรีบละศิลอดทันทีภายหลังตะวันลับขอบฟ้า หลักฐานในเรื่องนี้ คือฮาดิษ บุคอรี ( 1856 ) และมุสลิม ( 1098 ) ที่รายงานจาก สะหัล บุตร สะอัด ( ร.ด ) ว่าท่านรอซูลุ้ลเลาะห์ ( ซ.ล ) กล่าว่า :
" มนุษย์จะยังคงอยู่ในความดี ตราบที่พวกเขารีบละศิลอด และที่ดีนั้นควรละศิลอดด้วยอินทผาลัมสด หรือแห้ง ถ้าหากไม่มีให้ละศิลอดด้วยน้ำ"
ติรมีซี ( 696 ) และอบูดาวูด ( 3356 ) ได้รายงานว่าท่านนบี ( ซ.ล ) :
" เคยละศิลอดก่อนละหมาด ด้วยอินทผาลัมสด ถ้าไม่มีก็ด้วยอินทผาลัมแห้ง และถ้าไม่มีท่านก็จะดื่มน้ำหลายอึก เพราะมันทำให้สะอาด "
2. รับประทานอาหารดึก ( สะฮูร ) :
คือการรับประทานอาหารภายหลังเที่ยงคืนไปแล้ว หลักฐานในเรื่องนี้ได้แก่ ฮาดิษ บุคอรี ( 1823 ) และมุสลิม ( 1095 ) ได้รายงานจากท่านนบี ( ซ.ล ) ว่าท่านได้กล่าวว่า :
" ท่านทั้งหลายจงรับประทานอาหารดึก เพราะในอาหารดึกนั้นมีความเพิ่มพูน "
ส่วนเคล็ดลับที่สุนัตให้รับประทานอาหารดึกนั้น เพื่อให้แข็งแรงสามารถถือศิลอดในวันรุ่งขึ้นได้ ฮากิมได้รายงานในหนังสือ มุสตัดร๊อก ของเขา ( 1/425 ) ว่าท่านนบี ( ซ.ล ) ว่า :
" ท่านทั้งหลายจงเอาอาหารดึกมาช่วยการถือศิลอดในเวลากลางวันเถิด "
เข้าเวลาอาหารดึก เมื่อเข้าเวลาเที่งคืน การรับประทานอาหารดึกไม่ว่าจะมากหรือเล็กน้อย หรือเพียงแค่ดื่มน้ำ ก็ถือว่าได้รับความประเสริฐแล้ว
อิบนุฮิบบานได้รายงานในหนังสือ ซอเฮี๊ยะของเขาว่าท่านนบี ( ซ.ล ) ได้กล่าวว่า :
" ท่านทั้งหลายจงรับประทานอาหารดึกเถิด แม้เป็นน้ำเพียงอึกเดียวก็ตาม" ( มะวาริดุซซอมอาน 884 )
3. ควรรับประทานอาหารดึกในเวลาใกล้รุ่ง :
โดยกะเวลาให้การรับประทานและดื่มน้ำเสร็จก่อนแสงอรุณขึ้นเล็กน้อย หลักฐานในเรื่องนี้ได้แก่ ฮาดิษ ที่อิหม่าม อะห์หมัดได้รายงานไว้ในหนังสือ มุสนัดของเขา ( 5/147 ) จากท่านนบี ( ซ .ล ) ว่า :
" ประชากรของฉันจะคงอยู่ในความดี ตราบที่พวกเขารีบละศิลอด และล่าช้าการรับประทานอาหารดึก "
และบุคอรี ( 556 ) ได้รายงานจากอะนัส ( ร.ด ) ว่าท่านนบี ( ซ.ล ) และ เซต บุตร ซาบิต ได้รับประทานอาหารดึก เมื่อทั้งสองรับประทานอาหารดึกเสร็จ ท่านนบี ( ซ . ล ) ได้ลุกขึ้นและไปละหมาดพวกเราถามอะนัสว่า ช่วงเวลาระหว่างที่ทั้งสองเสร็จจากการรับประทานอาหารดึกและเขาทั้งสองเข้าไปละหมาดห่างกันเท่าใด ? เขาตอบว่า เท่ากับช่วงที่คนหนึ่งอ่านกรุอ่านได้สิบห้าอายะห์
4. ควรต้องสงวนถ้อยคำ :
โดยละทิ้งคำพูดประเภทโกหก ด่า นินทา ยุแหย่ และต้องควบคุมจิตใจ ไม่ให้เกิดกำหนัดต่างๆ เช่นการมองดูเพศตรงข้าม และฟังเพลง เป็นต้น บุคอรี ( 1804 ) ได้รายงานจาก อะบูฮูรอยเราะห์ ( ร.ด ) ว่า :
" ท่านรอซูลุ้ลเลาะห์ ( ซ.ล ) ได้กล่าวว่า ผู้ใดไม่ละทิ้งคำพูดเท็จ และไม่เลิกกระทำการโป้ปด อัลเลาะห์จะไม่ทรงเกี่ยวข้องอะไรกับการที่เขาอดอาหารและเครื่องดื่ม "
ที่จริงแล้วการด่าทอ การโกหก การนินทา และการยุแหย่นั้น ล้วนเป็นสิ่งที่ต้องห้าม ( ฮะรอม ) อยู่ในตัวของมันเองอยู่แล้ว แต่ที่นำมาเกี่ยวข้องกับผู้ที่ถือศิลอด ก็เพราะนอกจากเป็นบาป แล้ว มันยังทำลายผลบุญของการถือศิลอดอีกด้วย แม้ว่าการถือศิลอดจะมีผลใช้ได้และพ้นการบังคับ ของศาสนาก็ตาม ทั้งนี้เพราะสิ่งที่กล่าวมานี้จัดอยู่ในระเบียบของการถือศิลอด ที่ผู้ถือศิลอดต้องดำเนินตาม
5. ควรอาบน้ำยกฮะดัษใหญ่ ( ญูนุบ ) ก่อนแสงอรุณขึ้น :
เพื่อให้ร่างกายสะอาดก่อนที่จะเริ่มต้นถือศิลอด ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่า การมีญูนุบ จะทำการถือศิลอดไม่ได้ แต่ที่ดีนั้นควรอาบน้ำยกฮาดัษ ญูนุบ ก่อนแสงอรุณขึ้น หลักฐานในเรื่องดังกล่าว ได้แก่ ฮาดิษที่บุคอรี ( 1825 .1830 ) ได้รายงานว่า :
" ท่านนบี ( ซ.ล ) มีญูนุบที่ไม่ใช่เกิดจากความฝัน หลังจากนั่นท่านได้อาบน้ำและทำการถือศิลอด "
สำหรับสตรีที่หมดเลือดประจำเดือน และเลือดนิฟาส ก็ควรอาบน้ำยกฮาดัษก่อนแสงอรุณขึ้นถ้าเลือดหยุดก่อนหน้านั้น
6. ควรระงับการกรอกเลือด การเจาะเส้นเลือด และการกระทำคล้ายกับสองอย่างนี้ :
โดยละทิ้งคำพูดประเภทโกหก ด่า นินทา ยุแหย่ และต้องควบคุมจิตใจ ไม่ให้เกิดกำหนัดต่างๆ เช่นการมองดูเพศตรงข้าม และฟังเพลง เป็นต้น บุคอรี ( 1804 ) ได้รายงานจาก อะบูฮูรอยเราะห์ ( ร.ด ) ว่า :
" ท่านรอซูลุ้ลเลาะห์ ( ซ.ล ) ได้กล่าวว่า ผู้ใดไม่ละทิ้งคำพูดเท็จ และไม่เลิกกระทำการโป้ปด อัลเลาะห์จะไม่ทรงเกี่ยวข้องอะไรกับการที่เขาอดอาหารและเครื่องดื่ม "
ที่จริงแล้วการด่าทอ การโกหก การนินทา และการยุแหย่นั้น ล้วนเป็นสิ่งที่ต้องห้าม ( ฮะรอม ) อยู่ในตัวของมันเองอยู่แล้ว แต่ที่นำมาเกี่ยวข้องกับผู้ที่ถือศิลอด ก็เพราะนอกจากเป็นบาป แล้ว มันยังทำลายผลบุญของการถือศิลอดอีกด้วย แม้ว่าการถือศิลอดจะมีผลใช้ได้และพ้นการบังคับ ของศาสนาก็ตาม ทั้งนี้เพราะสิ่งที่กล่าวมานี้จัดอยู่ในระเบียบของการถือศิลอด ที่ผู้ถือศิลอดต้องดำเนินตาม
5. ควรอาบน้ำยกฮะดัษใหญ่ ( ญูนุบ ) ก่อนแสงอรุณขึ้น :
เพื่อให้ร่างกายสะอาดก่อนที่จะเริ่มต้นถือศิลอด ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่า การมีญูนุบ จะทำการถือศิลอดไม่ได้ แต่ที่ดีนั้นควรอาบน้ำยกฮาดัษ ญูนุบ ก่อนแสงอรุณขึ้น หลักฐานในเรื่องดังกล่าว ได้แก่ ฮาดิษที่บุคอรี ( 1825 .1830 ) ได้รายงานว่า :
" ท่านนบี ( ซ.ล ) มีญูนุบที่ไม่ใช่เกิดจากความฝัน หลังจากนั่นท่านได้อาบน้ำและทำการถือศิลอด "
สำหรับสตรีที่หมดเลือดประจำเดือน และเลือดนิฟาส ก็ควรอาบน้ำยกฮาดัษก่อนแสงอรุณขึ้นถ้าเลือดหยุดก่อนหน้านั้น
6. ควรระงับการกรอกเลือด การเจาะเส้นเลือด และการกระทำคล้ายกับสองอย่างนี้ :
เพราะจะทำให้ร่างกายของผู้ถือศิลอดอ่อนเพลีย และผู้ถือศิลอดไม่ควรซิมอาหารและใช้ลิ้นแตะอาหาร เพราะกลัวว่าจะมีสิ่งใดหลุดเข้าไปถึงเขตภายใน ซึ่งจะทำให้เสียการถือศิลอด
7. ควรกล่าวขณะละศิลอดว่า :
ข้าแด่อัลเลาะห์เจ้า ข้าพเจ้าถือศิลอดเพื่อพระองค์ท่าน ข้าพเจ้าละศิลอดด้วยปัจจัยยังชีพ ( ริสกี ) ของพระองค์ท่าน ความากระหายมลายไป เส้นเลือดชุ่มน้ำ ผลบุญปรากฏหากอัลเลาะห์ประสงค์
8. ควรเลี้ยงอาหารละศิลอดแก่ผู้ถือศิลอด :
โดยการเลี้ยงอาหาร และถ้าหากไม่สามารถเลี้ยงอาหารได้ ก็ให้อินทผาลัม หรือน้ำดื่มในการละศิลอด
ท่านรอซูลุ้ลเลาะห์ ( ซ.ล ) กล่าวว่า :
" ผู้ใดเลี้ยงอาหารละศิลอดแก่ผู้ถือศิลอด เขาจะได้รับผลบุญเท่ากับผู้ถือศิลอด โดยไม่ยิ่งหย่อนกว่ากันเลย "
9. ทำทานให้มาก อ่านและทบทวนอัลกรุอ่าน เอี๊ยะตีกาฟในมัสยิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงสิบวันสุดท้ายของรอมาดอน :
เล่าจากอนัส ( ร.ด ) ว่า ได้มีผู้ถามว่า โอ้ท่านรอซูลุ้ลเลาะห์ การทำทานอะไรประเสริฐที่สุด ท่านตอบว่า การทำทานในรอมาดอน รายงานโดย ติรมีซี ( 663 )
บุคอรี ( 1803 ) และมุสลิม ( 2308 ) รายงานว่า ญิบรีลได้พบท่านนบี ( ซ.ล ) ทุกปี ในรอมาดอนจนสิ้นเดือน ญิบรีลจะนำอัลกรุอ่านมานำเสนอต่อท่านนบี ( ซ.ล ) สำหรับเรื่องเอี๊ยะตีกาฟ จะนำมากล่าวไว้ท้ายเรื่องการถือศิลอด
สิ่งที่ไม่ควรปฏิบัติ ( มักรูห์ ) ในขณะถือศิลอด :
สิ่งที่ไม่ควรปฏิบัติขณะถือศิลอดใด้แก่สิ่งที่ขัดกันกับระเบียบของการถือศิลอดดังได้กล่าวมาแล้ว บางอย่างจัดเข้าอยู่ในประเภท มักรูห์ตันซีห์ เช่น ล่าช้าในการละศิลอดและรีบรับประทานอาหารดึก ( สะฮูด ) และบางอย่างจัดเข้าอยู่ในประเภท สิ่งที่ต้องห้าม ( หะรอม ) เช่น การนินทา การยุแหย่ และการพูดปด
ข้าแด่อัลเลาะห์เจ้า ข้าพเจ้าถือศิลอดเพื่อพระองค์ท่าน ข้าพเจ้าละศิลอดด้วยปัจจัยยังชีพ ( ริสกี ) ของพระองค์ท่าน ความากระหายมลายไป เส้นเลือดชุ่มน้ำ ผลบุญปรากฏหากอัลเลาะห์ประสงค์
8. ควรเลี้ยงอาหารละศิลอดแก่ผู้ถือศิลอด :
โดยการเลี้ยงอาหาร และถ้าหากไม่สามารถเลี้ยงอาหารได้ ก็ให้อินทผาลัม หรือน้ำดื่มในการละศิลอด
ท่านรอซูลุ้ลเลาะห์ ( ซ.ล ) กล่าวว่า :
" ผู้ใดเลี้ยงอาหารละศิลอดแก่ผู้ถือศิลอด เขาจะได้รับผลบุญเท่ากับผู้ถือศิลอด โดยไม่ยิ่งหย่อนกว่ากันเลย "
9. ทำทานให้มาก อ่านและทบทวนอัลกรุอ่าน เอี๊ยะตีกาฟในมัสยิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงสิบวันสุดท้ายของรอมาดอน :
เล่าจากอนัส ( ร.ด ) ว่า ได้มีผู้ถามว่า โอ้ท่านรอซูลุ้ลเลาะห์ การทำทานอะไรประเสริฐที่สุด ท่านตอบว่า การทำทานในรอมาดอน รายงานโดย ติรมีซี ( 663 )
บุคอรี ( 1803 ) และมุสลิม ( 2308 ) รายงานว่า ญิบรีลได้พบท่านนบี ( ซ.ล ) ทุกปี ในรอมาดอนจนสิ้นเดือน ญิบรีลจะนำอัลกรุอ่านมานำเสนอต่อท่านนบี ( ซ.ล ) สำหรับเรื่องเอี๊ยะตีกาฟ จะนำมากล่าวไว้ท้ายเรื่องการถือศิลอด
สิ่งที่ไม่ควรปฏิบัติ ( มักรูห์ ) ในขณะถือศิลอด :
สิ่งที่ไม่ควรปฏิบัติขณะถือศิลอดใด้แก่สิ่งที่ขัดกันกับระเบียบของการถือศิลอดดังได้กล่าวมาแล้ว บางอย่างจัดเข้าอยู่ในประเภท มักรูห์ตันซีห์ เช่น ล่าช้าในการละศิลอดและรีบรับประทานอาหารดึก ( สะฮูด ) และบางอย่างจัดเข้าอยู่ในประเภท สิ่งที่ต้องห้าม ( หะรอม ) เช่น การนินทา การยุแหย่ และการพูดปด
รุกุ่น ( องค์ประกอบสำคัญ ) ของการถือศิลอด
การถือศิลอดจะเกิดขึ้นได้ต้องมีองค์ประกอบสำคัญสองประการ คือ :
หนึ่ง - ตั้งเจตนา ( เนียต ) :
คือตั้งเจตนาทำการถือศิลอดด้วยหัวใจ การใช้แต่ปากกล่าวถ้อยคำยังถือว่าใช่ไม่ได้ และไม่มีเงื่อนไขว่าต้องใช้ปากกล่าวถ้อยคำที่จะใช้ตั้งเจตนา หลักฐานที่ว่าการตั้งเจตนาเป็นองค์ประกอบสำคัญได้แก่ ฮาดิษที่ท่านนบี ( ซ.ล ) กล่าวว่า :
?การกระทำต่างๆที่จะมีผลใช้ได้นั้นต้องมีการตั้งเจตนา ? รายงานโดย บุคอรี ( 1 ) และมุสลิม ( 1908 )
ถ้าหากเป็นการตั้งเจตนาเพื่อการถือศิลอดในเดือนรอมาดอน จำต้องประกอบด้วยสิ่งที่จะกล่าวต่อไปนี้ :
1. ต้องตั้งเจตนาในเวลากลางคืน :
คือต้องมีการตั้งเจตนาในเวลากลางคืนก่อนแสงอรุณขึ้น ถ้าหากไม่ได้มีการตั้งเจตนาเอาไว้ในตอนกลางคืน เช่นมาตั้งเจตนาภายหลังแสงอรุณขึ้นแล้ว การตั้งเจตนาใช้ไม่ได้ และเมื่อการตั้งเจตนาใช่ไม่ได้ การถือศิลอดก็ใช่ไม่ได้
หลักฐานในเรื่องดังกล่าวได้แก่ฮาดิษที่ท่านนบี ( ซ.ล ) กล่าวว่า :
? ผู้ใดไม่ได้ตั้งเจตนาทำการถือศิลอดเอาไว้ในเวลากลางคืน ก็ไม่มีการถือศิลอดสำหรับเขา? รายงานโดย ดารุกุตนี ( 2/172 ) ดารุกุตนี กล่าวว่า ผู้รายงานฮาดิษนี้เชื่อถือได้ และรายงานโดย บัยฮะกี ( 4/202 )
2. ต้องระบุเจาะจงให้แน่ชัด :
โดยต้องระบุประเภทของการถือศิลอดให้ชัดเจน หากเป็นการถือศิลอดในเดือนรอมาดอนเขาก็ต้องตั้งเจตนาว่า ? ข้าพเจ้าตั้งใจถือศิลอดในวันพรุ่งนี้เป็นฟัรดูเดือนรอมาดอน ? ถ้าหากเขาตั้งเจตนาว่าเป็นการถือศิลอดเฉยๆ โดยไม่ระบุไปว่าเป็นการถือศิลอดเดือนรอมาดอน การตั้งเจตนาของเขาใช้ไม่ได้ เพราะฮาดิษ ที่ว่า :
? การกระทำต่างๆ ที่จะมีผลใช้ได้นั้นต้องมีการตั้งเจตนา ? ที่ได้กล่าวผ่านมาแล้ว ว่า :
? แต่ละคนจะได้รับสิ่งที่ตนตั้งเจตนาไว้ ? หมายความว่า การกระทำจะเป็นไปตามการตั้งเจตนาที่จะกระทำของเขา
3. ต้องตั้งเจตนาซ้ำ :
หมายความว่าต้องมีการตั้งเจตนา ( เนียต ) ถือศิลอดทุกคืนก่อนแสงอรุณขึ้น สำหรับการถือศิลอดในวันถัดไป การตั้งเจตนาเพียงครั้งเดียว จะใช้กับการถือศิลอดตลอดทั้งเดือนไม่ได้ เพราะการถือศิลอดเดือนรอมาดอนไม่ใช่เป็นอีบาดะห์เดียว แต่เป็นหลายอีบาดะห์ที่เกิดขึ้นซ้ำๆ ตลอดเดือน ซึ่งแต่ละอีบาดะห์ ต้องมีเจตนาที่เป็นอิสระต่อกัน ( 1)
ส่วนการถือศิลอดที่เป็นสุนัตนั้น ไม่ได้มีเงื่อนไขว่าต้องตั้งเจตนา ( เนียต ) ในเวลากลางคืน และไม่มีเงื่อนไขว่าต้องระบุเจาะจง ดังนั้นการตั้งเจตนาก่อนตะวันคล้อยโดยที่เขายังไม่ได้กระทำการใดๆที่ทำให้เสียศิลอดเลยตั้งแต่แสงอรุณขึ้น หรือตั้งเจตนาถือศิลอดเฉยๆ สำหรับการถือศิลอดที่เป็นสุนัต ถือว่ามีผลใช้ได้แล้ว
หลักฐานในเรื่องนี้ได้แก่ฮาดิษอาอะชะห์ ( ร.ด ) ท่านนบี ( ซ .ล ) ได้กล่าวแก่เธอในวันหนึ่งว่า :
? พวกท่านมีอาหารเช้าไหม? อาอิชะห์ตอบว่า ไม่มี ท่านกล่าวว่า ถ้าเช่นนั้นฉันถือศิลอด ? รายงานโดย ดารุกุตนี
----------------
(1) อนุญาตให้ตามมัซฮับ มาลิกี ได้ในเรื่องการเหนียตถือศีลอดตลอดทั้งเดือน โดยเนียตในคืนแรกครั้งเดียว เพื่อป้องกันการลืมเหนียตทุก ๆ คืน (ผู้แปล)
สอง : อดกลั้นไม่กระทำสิ่งที่จะทำให้เสียการถือศิลอด :
สิ่งที่ทำให้เสียการถือศิลอดมีหลายประการ :
1. การกิน การดื่ม :
เมื่อเกิดจากเจตนา ไม่ว่าอาหารหรือเครื่องดื่มจะเล็กน้อยขนาดไหนก็ตาม ถ้าหากเขากินและดื่มโดยลืมไปว่าตัวเองถือศิลอด ไม่ว่าจะกินและดื่มมากขนาดไหนก็ตาม การถือศิลอดของเขาก็ไม่เสีย
หลักฐานในเรื่องนี้ได้แก่ฮาดิษอะบูฮุรอยเราะห์ ( ร.ด ) ว่า ท่านรอซูลุ้ลเลาะห์ ( ซ.ล ) ได้กล่าวว่า :
"ผู้ใดลืมขณะที่ถือศิลอด และเขาได้กินหรือดื่ม ให้เขาจงถือศิลอดให้ตลอดเถิดเพราะแท้ที่จริงอัลเลาะห์เป็นผู้ให้อาหารและน้ำดื่มแก่เขา " รายงานโดย มุสลิม ( 1155 ) และบุคอรี ( 1831 )
2. มีวัตถุเข้าไปถึงภายในจากทางทวารที่เปิด :
คำที่ว่า วัตถุ หมายถึงสิ่งที่มองเห็นด้วยตา คำที่ว่าภายใน หมายถึง โพลงสมอง หรือลึกลงไปเกินลูกกระเดือกถึงกระเพาะและลำไส้
คำที่ว่าทวารที่เปิด ได้แก่ ปาก รุหู รูทวารหน้า และทวารหลัง ทั้งผู้หญิง และผู้ชาย
การหยอดหู ทำให้เสียการถือศิลอด เพราะหูเป็นทวารที่เปิด
การหยอดตา ไม่ทำให้เสียการถือศิลอด เพราะตาไม่ใช่ทวารเปิด
การสวนทวารหนัก ทำให้เสียการถือศิลอด เพราะรูทวารเปิด
การฉีดยาเข้าเส้น ไม่ทำให้เสียการถือศิลอด เพราะเส้นไม่ใช่ทวารเปิด
ทั้งนี้ โดยมีเงื่อนไขว่าต้องกระทำโดยเจตนา ถ้าหากกระทำโดยลืม ก็ไม่เกิดผลเสีย โดยเทียบเคียง ( กิยาส ) กับการกินและการดื่ม
หากแมลงวันหรือยุง หรือฝุ่นละอองตามทางเข้าไปถึงภายใน ก็ไม่เสียการถือศิลอดอีกเช่นกัน เพราะเป็นการยากลำบากที่จะป้องกันได้
การกลืนน้ำลายตนเอง ก็ไม่ทำให้เสียการถือศิลอด ถ้าหากกลืนน้ำลายที่มีนายิสปะปนอยู่ เช่นคนที่มีเลือดออกที่เหงือก และเขาไม่ได้ล้างปากให้สะอาด แม้น้ำลายจะขาวก็ตาม ทำให้เสียการถือศิลอด
ถ้าหากบ้วนปากหรือสูดน้ำเข้าจมูกขณะอาบน้ำละหมาด น้ำที่บ้วนปากหรือที่ใช้สูดเข้าจมูกนั้นพลาดเข้าไปข้างใน ไม่ทำให้เสียการถือศิลอดถ้าหากเขาไม่ได้ทำให้น้ำเข้าปากหรือจมูกลึกเกินไปขณะบ้วนปากหรือสูดเข้าจมูก แต่ถ้าหากเขาปล่อยให้น้ำเข้าลึกเกินไปก็ทำให้เสียการถือศิลอด เพราะเขาได้กระทำสิ่งที่เป็นข้อห้ามไม่ให้กระทำขณะถือศิลอด
ถ้าหากมีเศษอาหารติดอยู่ตามซอกฟัน และมันได้หลุดติดไปกับน้ำลายลงไปภายในโดยไม่ได้มีเจตนา ให้พิจารณาดังนี้ ถ้าเขาไม่สามารถแยกอาหารออกจากน้ำลาย และบ้วนอาหารทิ้งไปได้ ก็ไม่เสียการถือศิลอด เพราะสุดวิสัย และไม่เป็นผู้ประมาท และถ้าหากเขาสามารถแยกได้แต่ไม่ยอมแยกก็ถือว่า เสียการถือศิลอด เพราะเขาบกพร่องและประมาท
ถ้าหากถูกบังคับ ให้กินและดื่มก็ไม่เสียการถือศิลอดอีกเช่นเดียวกัน เพราะกระทำไปโดยไม่สมัครใจ
3. จงใจทำให้อาเจียน :
การจงใจทำให้อาเจียน ถือเป็นสิ่งที่ทำให้เสียการถือศิลอด แม้ผู้ถืดศิลอดจะมั่นใจว่าไม่มีสิ่งใดกลับเข้าไปภายในอีกเลยก็ตาม แต่ถ้าหากเขาไม่สามารถฝืนการอาเจียนไว้ได้ ก็ไม่ทำให้เสียการถือศิลอดแม้จะรู้ว่ามีบางอย่างที่ออกมากลับเข้าไปภายในอีก โดยที่เขาไม่ได้เจตนาก็ตาม
หลักฐานในเรื่องนี้ได้แก่ฮาดิษที่อะบูฮูรอยเราะห์ (ร.ด) ได้รายงานว่า ท่านนบี ( ซ. ล ) กล่าวว่า :
" ผู้ใดไม่สามารถฝืนการอาเจียนไว้ได้ ขณะที่เขาถือศิลอด เขาไม่จำเป็นต้องชดใช้ และหากเขาจงใจให้อาเจียน ให้เขาจงชดใชเถิด" นำออกรายงานโดย อะบูดาวูด ( 2380 ) ติรมีซี ( 720 ) และท่านอื่น
4. ร่วมประเวณีโดยเจตนา :
แม้ไม่ถึงขั้นหลั่งอสุจิก็ตาม หลักฐานในเรื่องนี้ คือดำรัสของอัลเลาะห์ ตาอาลาที่ว่า :
( ท่านทั้งหลายจงกินและจงดื่ม จนกว่าเส้นด้ายสีขาว จากเส้นด้ายสีดำ ของแสงอรุณจะปรากฏแก่พวกท่านจากนั้นให้พวกท่านจงถือศิลอดให้ครบถึงกลางคืนเถิด และท่านทั้งหลายอย่าสัมผัสพวกนาง ขณะพวกท่านเอียะตีกาฟอยู่ในมัสยิด ) ( อัลบากอเราะห์ 187 )
คำที่ว่าเส้นด้ายขาว คือ แสงอรุณของเวลากลางวัน คำที่ว่าเส้นด้ายดำ ความมืดของเวลากลางคืน คำที่แสงอรุณขึ้น หมายถึง แสงอรุณที่ขอบฟ้าซึ่งเป็นสิ่งบ่งบอกว่าสิ้นสุดเวลากลางคืนและเริ่มเข้าสู่เวลากลางวัน คำที่ว่า และท่านทั้งหลายอย่าสัมผัสพวกนาง หมายถึงอย่าร่วมประเวณีกับพวกนาง
ถ้าหากได้ร่วมประเวณีโดยลืมว่าตนถือศิลอด ไม่ทำให้เสียการถือศิลอด โดยเทียบเคียง ( กียาส ) กับการกินและการดื่มโดยลืม
การจงใจทำให้อาเจียน ถือเป็นสิ่งที่ทำให้เสียการถือศิลอด แม้ผู้ถืดศิลอดจะมั่นใจว่าไม่มีสิ่งใดกลับเข้าไปภายในอีกเลยก็ตาม แต่ถ้าหากเขาไม่สามารถฝืนการอาเจียนไว้ได้ ก็ไม่ทำให้เสียการถือศิลอดแม้จะรู้ว่ามีบางอย่างที่ออกมากลับเข้าไปภายในอีก โดยที่เขาไม่ได้เจตนาก็ตาม
หลักฐานในเรื่องนี้ได้แก่ฮาดิษที่อะบูฮูรอยเราะห์ (ร.ด) ได้รายงานว่า ท่านนบี ( ซ. ล ) กล่าวว่า :
" ผู้ใดไม่สามารถฝืนการอาเจียนไว้ได้ ขณะที่เขาถือศิลอด เขาไม่จำเป็นต้องชดใช้ และหากเขาจงใจให้อาเจียน ให้เขาจงชดใชเถิด" นำออกรายงานโดย อะบูดาวูด ( 2380 ) ติรมีซี ( 720 ) และท่านอื่น
4. ร่วมประเวณีโดยเจตนา :
แม้ไม่ถึงขั้นหลั่งอสุจิก็ตาม หลักฐานในเรื่องนี้ คือดำรัสของอัลเลาะห์ ตาอาลาที่ว่า :
( ท่านทั้งหลายจงกินและจงดื่ม จนกว่าเส้นด้ายสีขาว จากเส้นด้ายสีดำ ของแสงอรุณจะปรากฏแก่พวกท่านจากนั้นให้พวกท่านจงถือศิลอดให้ครบถึงกลางคืนเถิด และท่านทั้งหลายอย่าสัมผัสพวกนาง ขณะพวกท่านเอียะตีกาฟอยู่ในมัสยิด ) ( อัลบากอเราะห์ 187 )
คำที่ว่าเส้นด้ายขาว คือ แสงอรุณของเวลากลางวัน คำที่ว่าเส้นด้ายดำ ความมืดของเวลากลางคืน คำที่แสงอรุณขึ้น หมายถึง แสงอรุณที่ขอบฟ้าซึ่งเป็นสิ่งบ่งบอกว่าสิ้นสุดเวลากลางคืนและเริ่มเข้าสู่เวลากลางวัน คำที่ว่า และท่านทั้งหลายอย่าสัมผัสพวกนาง หมายถึงอย่าร่วมประเวณีกับพวกนาง
ถ้าหากได้ร่วมประเวณีโดยลืมว่าตนถือศิลอด ไม่ทำให้เสียการถือศิลอด โดยเทียบเคียง ( กียาส ) กับการกินและการดื่มโดยลืม
5. กระทำให้อสุจิหลั่ง :
คือกระทำให้อสุจิหลั่งด้วยการสัมผัส จูบ เป็นต้น หรือโดยใช้มือ ถ้าหากผู้ถือศิลอดเจตนา กระทำก็ถือว่าเสียศิลอด ส่วนกรณีไม่สามารถอดกลั้นไม่ให้หลั่งได้ ก็ไม่เสียการถือศิลอด
การจูบภรรยาขณะถือศิลอดในเดือนรอมาดอนถือเป็น มักรูห์ตะห์รีม สำหรับบุคคลที่การจูบของเขาทำให้เกิดความกำหนัด ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายชายหรือฝ่ายหญิงก็ตาม เพราะการกระทำดังกล่าว ถือเป็นการล่อแหลมที่จะเสียศิลอดได้
สำหรับการจูบไม่ก่อให้เกิดกำหนัด ที่ดียิ่งสำหรับเขาคือการไม่จูบเพื่อเป็นการปิดประตูที่จะนำไปสู่การเสียศิลอด
มุสลิม ( 1106 ) ได้รายงานจากอะอีชะห์ ( ร.ด ) ว่า :
" ท่านรอซูลุ้ลเลาะห์ ( ซ . ล ) เคยจูบฉันขณะที่ท่านถือศิลอด จะมีใครในหมู่พวกท่านที่จะสามารถควบคุมความต้องการของตนเองได้ เหมือนกับที่ท่านรอซูลุ้ลเลาะห์ ( ซ . ล ) ควบคุมความต้องการของท่าน"
ผู้รู้กล่าวว่า คำพูดของอาอิชะห์ ( ร.ด ) หมายความว่า พวกท่านควรระมัดระวังเรื่องการจูบ พวกท่านอย่าสำคัญตนผิดว่าพวกท่านสามารถควบคุมความต้องการของตังเองได้เหมือนท่านนบี ( ซ . ล ) ที่ควบคุมความต้องการของตัวท่านได้ การจูบของท่านจึงไม่น่าไปสู่การหลั่งหรือเกิดกำหนัด แต่พวกท่านจะไม่สามารถเช่นนั้น
6. มีเลือดประจำเดือนหรือนิฟาส :
เพราะเลือดทั้งสองเป็นอุปสรรคขัดขวางการถือศิลอด สตรีคนใดที่มีเลือดประจำเดือนหรือนิฟาสเกิดขึ้นในช่วงใดของเวลากลางวันขณะถือศิลอด ถือว่าเสียการถือศิลอดของนาง และจำเป็นนางต้องชดใช้ การถือศิลอดในภายหลัง บุคอรี ( 298 ) และมุสลิม ( 80 ) ได้รายงานจากอบีสะอีด ( ร.ด) ว่าท่านรอซูลุ้ลเลาะห์ ( ซ.ล ) ได้กล่าวถึงผู้หญิงขณะที่ท่านถูกถามเกี่ยวกับความบกพร่องในเรื่องศาสนาของนางว่า :
" เมื่อนางมีเลือดประจำเดือน นางไม่ต้องละหมาด และไม่ต้องถือศิลอดไม่ใช่หรือ "
7. เป็นบ้าและสิ้นสภาพการเป็นอิสลาม :
ทั้งสองประการนี้เป็นอุปสรรคที่จะทำให้การถือศิลอดมีผลใช้ได้ เพราะขาดคุณสมบัติ ของผู้ที่ทำอีบาดะห์
ดังกล่าวมานี้ ผู้ที่ถือศิลอดจะต้องอดกลั้นไม่กระทำสิ่งที่ทำให้เสียการถือศิลอดต่างๆ เพื่อให้การถือศิลอดของตนมีผลใช้ได้ เริ่มตั้งแต่แสงอรุณขึ้น จนตะวันลับขอบฟ้า ถ้าหากผู้ถือศิลอดกระทำสิ่งที่ทำให้เสียการถือศิลอด โดยเชื่อว่าแสงอรุณยังไม่ขึ้น แต่ปรากฏว่าความเชื่อของเขาไม่ตรงความจริงการถือศิลอดของเขาใช่ไม่ได้ และเขาจะต้องอดอาหารตลอดวันนั้น เพื่อให้เกียรติแก่รอมาดอน และจะต้องชดใช้ในภายหลังด้วย
และเช่นเดียวกับกรณีดังกล่าว ถ้าหากเขาละศิลอดในตอนค่ำโดยเชื่อว่าตะวันลับขอบฟ้าแล้ว แต่ปรากฏว่าตะวันยังไม่ลับขอบฟ้า การถือศิลอดของเขาใช้ไม่ได้และจำเป็นต้องชดใช้ในภายหลัง
คือกระทำให้อสุจิหลั่งด้วยการสัมผัส จูบ เป็นต้น หรือโดยใช้มือ ถ้าหากผู้ถือศิลอดเจตนา กระทำก็ถือว่าเสียศิลอด ส่วนกรณีไม่สามารถอดกลั้นไม่ให้หลั่งได้ ก็ไม่เสียการถือศิลอด
การจูบภรรยาขณะถือศิลอดในเดือนรอมาดอนถือเป็น มักรูห์ตะห์รีม สำหรับบุคคลที่การจูบของเขาทำให้เกิดความกำหนัด ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายชายหรือฝ่ายหญิงก็ตาม เพราะการกระทำดังกล่าว ถือเป็นการล่อแหลมที่จะเสียศิลอดได้
สำหรับการจูบไม่ก่อให้เกิดกำหนัด ที่ดียิ่งสำหรับเขาคือการไม่จูบเพื่อเป็นการปิดประตูที่จะนำไปสู่การเสียศิลอด
มุสลิม ( 1106 ) ได้รายงานจากอะอีชะห์ ( ร.ด ) ว่า :
" ท่านรอซูลุ้ลเลาะห์ ( ซ . ล ) เคยจูบฉันขณะที่ท่านถือศิลอด จะมีใครในหมู่พวกท่านที่จะสามารถควบคุมความต้องการของตนเองได้ เหมือนกับที่ท่านรอซูลุ้ลเลาะห์ ( ซ . ล ) ควบคุมความต้องการของท่าน"
ผู้รู้กล่าวว่า คำพูดของอาอิชะห์ ( ร.ด ) หมายความว่า พวกท่านควรระมัดระวังเรื่องการจูบ พวกท่านอย่าสำคัญตนผิดว่าพวกท่านสามารถควบคุมความต้องการของตังเองได้เหมือนท่านนบี ( ซ . ล ) ที่ควบคุมความต้องการของตัวท่านได้ การจูบของท่านจึงไม่น่าไปสู่การหลั่งหรือเกิดกำหนัด แต่พวกท่านจะไม่สามารถเช่นนั้น
6. มีเลือดประจำเดือนหรือนิฟาส :
เพราะเลือดทั้งสองเป็นอุปสรรคขัดขวางการถือศิลอด สตรีคนใดที่มีเลือดประจำเดือนหรือนิฟาสเกิดขึ้นในช่วงใดของเวลากลางวันขณะถือศิลอด ถือว่าเสียการถือศิลอดของนาง และจำเป็นนางต้องชดใช้ การถือศิลอดในภายหลัง บุคอรี ( 298 ) และมุสลิม ( 80 ) ได้รายงานจากอบีสะอีด ( ร.ด) ว่าท่านรอซูลุ้ลเลาะห์ ( ซ.ล ) ได้กล่าวถึงผู้หญิงขณะที่ท่านถูกถามเกี่ยวกับความบกพร่องในเรื่องศาสนาของนางว่า :
" เมื่อนางมีเลือดประจำเดือน นางไม่ต้องละหมาด และไม่ต้องถือศิลอดไม่ใช่หรือ "
7. เป็นบ้าและสิ้นสภาพการเป็นอิสลาม :
ทั้งสองประการนี้เป็นอุปสรรคที่จะทำให้การถือศิลอดมีผลใช้ได้ เพราะขาดคุณสมบัติ ของผู้ที่ทำอีบาดะห์
ดังกล่าวมานี้ ผู้ที่ถือศิลอดจะต้องอดกลั้นไม่กระทำสิ่งที่ทำให้เสียการถือศิลอดต่างๆ เพื่อให้การถือศิลอดของตนมีผลใช้ได้ เริ่มตั้งแต่แสงอรุณขึ้น จนตะวันลับขอบฟ้า ถ้าหากผู้ถือศิลอดกระทำสิ่งที่ทำให้เสียการถือศิลอด โดยเชื่อว่าแสงอรุณยังไม่ขึ้น แต่ปรากฏว่าความเชื่อของเขาไม่ตรงความจริงการถือศิลอดของเขาใช่ไม่ได้ และเขาจะต้องอดอาหารตลอดวันนั้น เพื่อให้เกียรติแก่รอมาดอน และจะต้องชดใช้ในภายหลังด้วย
และเช่นเดียวกับกรณีดังกล่าว ถ้าหากเขาละศิลอดในตอนค่ำโดยเชื่อว่าตะวันลับขอบฟ้าแล้ว แต่ปรากฏว่าตะวันยังไม่ลับขอบฟ้า การถือศิลอดของเขาใช้ไม่ได้และจำเป็นต้องชดใช้ในภายหลัง
เงื่อนไขที่ทำให้จำเป็นต้องถือศิลอด
และเงื่อนไขที่จะทำให้การถือศิลอดมีผลใช้ได้
ผู้ที่ครบเงื่อนไขดังต่อไปนี้ คือผู้ที่จำเป็นต้องถือศิลอดเดือนรอมาดอน
1.
อิสลาม :
ดังนั้นการถือศิลอดจะไม่บังคับแก่ผู้ไร้ศรัทธา
( การเฟร ) หมายความว่าจะไม่ถูกเรียกร้องให้มาทำการถือศิลอดในดุนยานี้ เพราะเขาไม่ได้เข้าอยู่ในอิสลาม
ตราบที่เขาไม่ได้เข้าอยู่ในอิสลามก็ไม่มีความหมายอะไรที่เขาจะถือศิลอด และไม่มีความหมายที่จะเรียกร้องให้เขามาถือศิลอด
ส่วนในอาคีเราะห์นั้นผู้ไร้ศรัทธาจะต้องถูกลงโทษ
2.
อยู่ในเกณฑ์บังคับขอศาสนา :
หมายถึงเป็นมุสลิมที่บรรลุศาสนภาวะ มีสติปัญญาสมบูรณ์
ถ้าหากมีลักษณะไม่ครบสองประการนี้ เขาก็ไม่อยู่ในเกณฑ์บังคับ เมื่อไม่อยู่ในเกณฑ์บังคับของศาสนา
เขาก็ไม่จำเป็นต้องปฏิบัติหน้าที่ใดๆทางศาสนา
หลักฐานในเรื่องดังกล่าว :
ได้แก่ฮาดิษ อะลี ( ร.ด ) ที่รายงานจากท่านนบี
( ซ.ล ) ว่า :
“ปากกา
( การบังคับของศาสนา ) ได้ถูกยกออกจากสามคนนี้ คือคนนอนหลับจนกว่าจะตื่นนอน จากเด็กจนกว่าจะบรรลุศาสนภาวะ
และจากคนบ้าจนกว่าจะได้สติ” รายงานโดย
อะบูดาวูด ( 4403 ) และบุคคลอื่น
3.
ไม่มีอุปสรรคขัดขวางการถือศิลอด หรือไม่มีอุปสรรคที่ทำให้อนุญาตละศิลอด
สำหรับอุปสรรคที่ขัดขวางการถือศิลอดได้แก่
:
ก . มีเลือดประจำเดือน ( ฮัยด์ ) หรือ น้ำคาวปลาหลังการคลอดบุตร
( นิฟาส ) ในช่วงใดช่วงหนึ่ง ของเวลากลางวัน
ข . เป็นลม สลบ หรือเป็นบ้าตลอดทั้งวัน ถ้าหากหายจากอาการดังกล่าว
แม้เพียงครู่เดียวในเวลากลางวัน ถือว่าอุปสรรคดังกล่าวหายไป เขาจำเป็นต้องอดอาหาร
( อิมซาก ) ในช่วงเวลาที่เหลืออยู่ของวันนั้น
ส่วนอุปสรรคที่ทำให้อนุญาตละศิลอดได้แก่
:
1.
อาการป่วยที่จะทำให้เกิดอันตรายอย่างยิ่ง หรือเจ็บปวด หรือ ทรมานอย่างยิ่ง สำหรับอาการป่วย
หรือ อาการเจ็บปวด ที่ทวีความรุนแรงขึ้นถึงขั้นกลัวว่าจะเสียชีวิต จำเป็นต้องละศิลอดทันที
2.
การเดินทางไกลซึ่งที่มีระยะทางไม่น้อยกว่า 83 กิโลเมตร โดยมีเงื่อนไขว่าเป็นการเดินทางที่ศาสนาอนุญาต
และการเดินทางนั้นใช้เวลาทั้งวัน
ถ้าหากตอนเช้าเขาถือศิลอดอยู่กับบ้าน แล้วออกเดินทางในตอนกลางวัน
ก็ไม่ยินยอมให้เขาละศิลอด
หลักฐานในข้ออุปสรรคสองประการนี้ : ได้แก่คำดำรัสของอัลเลาะห์
ตาอาลา ที่ว่า :
( ผู้ใดป่วยหรืออยู่ในการเดินทาง
ให้เขาชดใช้การถือศิลอดในวันอื่น ) ( อัลบากอเราะห์ 185 )
3.
ไม่สามารถถือศิลอดได้ ผู้ที่ไม่สามารถทำการถือศิลอดได้ เพราะชราภาพ หรือป่วยเรื้อรัง
หมดหวังที่จะหาย ไม่จำเป็นต้องถือศิลอด เพราะการถือศิลอดบังคับกับผู้ที่มีความสามารถเท่านั้น
หลักฐานในเรื่องนี้ : ได้แก่คำดำรัสของอัลเลาะห์
ตาอาลา ที่ว่า :
( เหนือผู้ที่ไม่สามารถทำการถือศิลอดได้
จะต้องเสียค่าปรับเป็นอาหารมอบแก่คนยากจน ) ( อัลบากอเราะห์ 184 )
บางกิรออะห์อ่าน ( ยุเตาวะกูนะฮู ) หมายความว่าพวกเขาถูกกำหนดให้ถือศิลอด แต่พวกเขาไม่สามารถปฏิบัติได้
อิบนุอับบาส ( ร.ด) กล่าวว่า คือชาย
หญิงที่ชราภาพ ไม่สามารถถือศิลอดได้ ให้เขาจ่ายอาหารแก่คนยากจนแทนการถือศิลอดทุกวัน
รายงานโดย บุคอรี ( 4235 )
การถือศิลอด
คำนิยาม การบัญญัติ และเคล็ดลับ
( ฮิกมะห์ ) การถือศิลอด
คำนิยาม :
อัซซิยาม ตามหลักภาษา : หมายถึง
การอดกลั้น ไม่ว่าจะเป็นการอดกลั้นคำพูด หรือการอดกลั้นอาหาร
หลักฐานในเรื่องนี้ได้แก่คำดำรัสของอัลเลาะห์
ตาอาลา ที่เล่าถึงมัรยัมว่า :
( ฉันได้บนบานว่าจะอดกลั้นไม่พูดจา
เพื่อผู้ทรงเมตตายิ่ง )
( มัรยัม 26 )
อัซซิยาม : ตามหลักศาสนา หมายถึง
การอดกลั้นไม่กระทำการใดๆ ที่จะทำให้เสียการถือศิลอดตั้งแต่แสงอรุณขึ้นจนตะวันลับขอบฟ้า
พร้อมด้วยเนียต
ประวัติการบัญญัติให้ถือศิลอด
:
การถือศิลอดในเดือนรอมาดอน
ถูกบัญญัติให้เป็นหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติ ในเดือนชะอฺบาน ปีฮิจเราะห์ที่สอง ก่อนหน้านั้นการถือศิลอดได้เป็นสิ่งที่รู้กันในประชาชาติยุคก่อนๆ
เป็นอย่างดีอยู่แล้ว และในหมู่ชาวคัมภีร์ที่อยู่ในสมัยเดียวกับท่านรอซูลุ้ลเลาะห์
( ซ.ล ) อัลเลาะห์ ตาอาลา ทรงตรัสว่า
( ผู้มีศรัทธาทั้งหลายเอ๋ย การถือศิลอดได้ถูกกำหนดเป็นหน้าที่เหนือพวกเจ้า
เช่นเดียวกับที่ได้กำหนดเหนือบุคคลในยุคก่อนพวกเจ้ามาแล้ว แน่นอนพวกเจ้าจะมีคุณธรรม
) ( อัลบากอเราะห์ 183 )
แต่การกำหนดให้ถือศิลอดในเดือนรอมาดอนนั้น
ยังไม่เคยถูกบัญญัติมาก่อนเลย ประชากรของท่านนบีมุฮำหมัด ( ซ.ล ) กับประชากรในยุคก่อนๆมีส่วนร่วมกันในการถือศิลอดเท่านั้น
แต่การกำหนดให้ถือศิลอดในเดือนรอมาดอนโดยเฉพาะนั้น เกิดแก่ประชากรของท่านนบีมุฮำหมัด
( ซ.ล ) เพียงประชาชาติเดียว
หลักฐานในการบัญญัติให้ถือศิลอดเดือนรอมาดอน
:
หลักฐานในการบัญญัติให้การถือศิลอดในรอมาดอนเป็นหน้าที่จำเป็น
( ฟัรดู ) ได้แก่คำดำรัสของอัลเลาะห์ ตาอาลา ที่ว่า :
( เดือนรอมาดอน เป็นเดือนที่กรุอานถูกประทานลงมาเป็นทางนำแก่มวลมนุษย์
เป็นคำแจกแจง ที่มาจากแนวทางถูกต้องและแยกสัจจธรรม ออกจากความมดเท็จ ดังนั้นคนใดในหมู่พวกท่านที่ปรากฏตัวอยู่
( ไม่ได้เดินทาง ) ในเดือนนี้ให้เขาจงถือศิลอดเถิด ) ( อัลบากอเราะห์ 185 )
และได้แก่คำดำรัสของท่านนบี
( ซ.ล ) ที่ว่า :
( อิสลามถูกตั้งอยู่บนหลักห้าประการ ได้แก่ปฏิญาณว่าไม่มีพระเจ้าที่ถูกสักการะโดยเที่ยงแท้
นอกจากอัลเลาะห์เท่านั้น และว่ามูฮำหมัดเป็นศาสนทูตของอัลเลาะห์ ดำรงละหมาด จ่ายซะก๊าต
ประกอบพิธีฮัจย์ และถือศิลอดในเดือนรอมาดอน ) รายงานโดย บุคอรี ( 8
) มุสลิม ( 6 ) และท่านอื่นๆ
ข้อกำหนดของผู้ที่ไม่ถือศิลอดในเดือนรอมาดอนโดยไม่มีเหตุจำเป็นใดๆ
:
เมื่อการถือศิลอดเดือนรอมาดอน เป็นเสาหลักสำคัญประการหนึ่งของอิสลาม
และเป็นหน้าที่จำเป็นที่รู้กันโดยทั่วไป ผู้ปฏิเสธการถือศิลอดว่าไม่ใช่เป็นหน้าที่
( ฟัรดู ) ที่ต้องปฏิบัติ ผู้นั้นสิ้นสภาพการเป็นมุสลิม หมายความว่าให้ปฏิบัติต่อเขาในฐานะเป็นมุรตัด
ให้เรียกตัวมาเพื่อทบทวนให้สำนึกผิด ( เตาบัต ) ถ้าหากเขาสำนึกผิดให้ยอมรับการสำนึกผิดของเขา
และถ้าเขาไม่สำนึกผิด ก็จะถูกลงโทษถึงขั้นประหารชีวิต ทั้งนี้มีข้อแม้ว่าเขาไม่ใช่เป็นผู้ที่เพิ่งเข้ารับอิสลามใหม่ๆ
หรือเขาอยู่ห่างไกลผู้รู้ ส่วนผู้ที่ๆไม่ถือศิลอดโดยไม่มีความจำเป็นใดๆ แต่เขาไม่ได้ปฏิเสธการถือศิลอดว่าไม่ใช่เป็นหน้าที่
( ฟัรดู ) ที่เขาต้องปฏิบัติ เช่นเขาพูดว่า การถือศิลอดเป็นหน้าที่ของฉัน แต่ฉันไม่ปฏิบัติ
ดังนี้ถือว่าเขาเป็นคนละเมิด เป็นคนชั่ว ไม่ถึงขั้นการสิ้นสภาพการเป็นมุสลิม และถือเป็นหน้าที่ของผู้นำมุสลิมจะต้องคุมขังเขา
และให้เขางดอาหารและเครื่องดื่มในเวลากลางวันเพื่อให้เขาได้ถือศิลอด แม้เป็นเพียงรูปภายนอกก็ตาม
เคล็ดลับ
( ฮิกมะห์ ) และคุณประโยชน์บางประการของการถือศิลอด :
มุสลิมทุกคนต้องทราบก่อนว่า การถือศิลอดเดือนรอมาดอนเป็นอิบาดะห์ที่อัลเลาะห์กำหนดให้เป็นหน้าที่ต้องปฏิบัติ
ความหมายที่ว่าเป็นอิบาดะห์ ก็คือมุสลิมจะต้องน้อมรับมาปฏิบัติด้วยความเต็มใจในฐานะเป็นบ่าวของอัลเลาะห์
โดยไม่ต้องมองไปที่ผลลัพธ์ของการถือศิลอดว่าจะให้ผลแก่เขาเป็นประการใดเมื่อได้ปฏิบัติเช่นนี้แล้ว
ก็ไม่ขัดข้องที่จะมองดู และพิจารณาเคล็ดลับต่างๆของพระเจ้าที่แฝงไว้กับการถือศิลอด
และอิบาดะห์อื่นๆ ไม่เป็นที่น่าสงสัยเลยว่าข้อกำหนดต่างๆ ของอัลเลาะห์ทั้งหมดนั้นมีเคล็ดลับแฝงอยู่และเป็นคุณประโยชน์แก่บ่าวของพระองค์
แต่ไม่บังคับให้บ่าวของพระองค์ต้องรับรู้คุณประโยชน์และเคล็ดลับเหล่านั้น
เป็นที่แน่นอนว่าในการถือศิลอดนั้น ย่อมมีคุณประโยชน์และเคล็ดลับแฝงอยู่มากมาย
ซึ่งบางส่วนก็ได้รับการเปิดเผยแล้ว แต่คงเหลืออีกเป็นจำนวนมากที่ยังไม่ได้รับการเปิดเผย
และส่วนหนึ่งที่ได้รับการเปิดเผยแล้วก็คือ :
1. การถือศิลอดที่ปฏิบัติถูกต้อง จะปลุกและเร่งเร้าจิตใจของมุสลิมให้เกิดสำนึกขึ้นว่าตนเองถูกควบคุม
และติดตามดูพฤติการณ์จากอัลเลาะห์ ตาอาลา ทั้งนี้เพราะในเวลากลางวันผู้ที่ถือศิลอดจะเกิดความหิวและกระหาย
เขาเกิดความหยากอาหารและเครื่องดื่ม แต่ความรู้สึกของเขาที่ว่ากำลังถือศิลอดอยู่จะขัดขวางเขาไว้ไม่ให้เขากระทำตามความต้องการและตามจิตปรารถนา
เพื่อสนองคำบัญชาของอัลเลาะห์เจ้า และในช่วงของการต่อสู้กันนี้ หัวใจของเขาจะตื่น ความสำนึกว่าถูกควบคุมและติดตามดูพฤติการณ์
จากอัลเลาะห์ ตาอาลา เพิ่มสูงขึ้น เขาจะรำลึกอยู่เสมอถึงความยิ่งใหญ่และเกรียงไกรของพระองค์
และจะรู้สึกตัวอยู่เสมอว่าเขาเป็นบ่าวที่ต้องยอมรับและสนองตอบคำบัญชาของพระองค์
2 . เดือนรอมาดอนเป็นเดือนศักศิทธิ์และสำคัญยิ่ง ที่อัลเลาะห์ให้บ่าวของพระองค์บรรจุความดีและกุศลต่างๆ
ให้เต็มทั้งเดือนและเพื่อทำให้ความหมายของความเป็นบ่าวของอัลเลาะห์ เป็นจริงขึ้นมา
ซึ่งการดังกล่าวนั้นจะเกิดขึ้นได้ยาก ตราบที่ยังมีสำรับอาหารและถาดเครื่องดื่มวางอยู่เบื้องหน้ากระเพาะเต็มไปด้วยอาหารที่คอยรบกวนสมาธิและมันสมอง
การถือศิลอดในเดือนนี้เป็นวิธีที่ง่ายที่สุดที่จะทำให้ภารกิจและหน้าที่ของความเป็นบ่าวสมบูรณ์
3.
การถือศิลอดจะช่วยขัดเกลาและขำระนิสัยที่หยาบกร้านตลอดจนความเห็นแก่ตัวให้นุ่มนวลและลดน้อยลง
4 . หลักสำคัญที่ทำให้สังคมมุสลิมเจริญรุ่งเรืองก็คือการที่มุสลิมมีความเอื้ออาทรและเมตตาสงสารซึ่งกันและกัน
เป็นการยากที่คนรวยจะเกิดมีความเมตตาสงสารคนยากจนอย่างแท้จริงขึ้นได้ โดยไม่มีความเจ็บปวดของความขัดสน
และความขืนขมของความหิวโหยมาสลับฉากความร่ำรวย และความอิ่มหนำสำราญ ดังนั้นการถือศิลอดในเดือนรอมาดอน
จะเป็นตัวกระตุ้นและเร่งเร้าคนรวยให้มีความเมตตาและสงสารคนยากจนได้ดีที่สุด
การเข้าสู่เดือนรอมาดอน
จะเข้าสู่เดือนรอมาดอน ด้วยประการหนึ่งจากสองประการดังต่อไปนี้
:
หนึ่ง : เห็นหิลาล ( ดวงจันทร์เสี้ยว ) ในเวลากลางคืนของวันที่สามสิบ
( หมายถึงวันที่ยี่สิบเก้าค่ำลง ) ของเดือนชะบาน ทั้งนี้โดยมีพยานที่มีคุณธรรมหนึ่งคนมายืนยันต่อหน้ากอดี
ว่าตนได้เห็นดวงจันทร์เสี้ยวแล้ว
สอง
: ครบเดือนชะบานสามสิบวัน ในกรณีที่เห็นดวงจันทร์เสี้ยวได้ลำบากเพราะมีเมฆบดบังหรือไม่มีพยานทีมีคุณธรรมมาให้การยืนยันว่าตนได้เห็นเดือนเสี้ยวแล้ว
ดังนั้นให้ปล่อยเดือนชะบานไปจนครบสามสิบวัน เพราะถือว่าเป็นต้นเดิมเมื่อไม่มีอะไรมาโต้แย้งเป็นอย่างอื่น
หลักฐานในทั้งสองประการนี้
: ได้แก่คำของท่านนบี ( ซ.ล ) ที่ว่า :
“ ท่านทั้งหลายจงถือศิลอดเพราะเห็นเดือนเสี้ยว และจงละศิลอดเพราะเห็นเดือนเสี้ยว
ดังนั้นถ้าหากมีเมฆเกิดขึ้นเหนือพวกท่าน ก็ให้พวกท่านปล่อยเดือนชะบานให้ครบสามสิบวันเถิด” รายงานโดยบุคอรี ( 1810 ) และมุสลิม ( 1080 )
“ เล่าจากอิบนิอับบาส ( ร.ด ) ได้กล่าวว่า มีชาวอาหรับจากชนบทคนหนึ่งมาหาท่านรอซูลุ้ลเลาะห์
( ซ.ล ) แล้วพูดขึ้นว่า แท้จริงฉันเห็นเดือนเสี้ยวของรอมาดอน ท่านกล่าวว่า เจ้าจะปฏิญาณได้ไหมว่าไม่พระเจ้าที่ถูกสักการะโดยเที่ยงแท้นอกจากอัลเลาะห์
เท่านั้น เขาตอบว่า ครับ ท่านกล่าวอีกว่า เจ้าจะปฏิญาณได้ไหมว่า มุฮำหมัดเป็นศาสนทูตของอัลเลาะห์
เขาตอบว่าได้ครับ ท่านรอซูลุ้ลเลาะห์ จึงกล่าวขึ้นว่า บิลานเอ๋ย เจ้าจงประกาศให้ประชาชนทราบเถิดว่า
พวกเขาจงถือศิลอดในวันพรุ่งนี้” อิบนุฮิบบานกล่าวว่าเป็นฮาดิษซอเฮียะฮ์ ( มะวาริด ซอมอาน 870 ) และฮากิม ( 1/ 424 )
เมื่อเห็นเดือนเสี้ยวในเมืองหนึ่งชาวเมืองใกล้เคียงจำเป็นต้องถือศิลอดตามชาวเมืองในเมืองที่เห็นด้วย
แต่ชาวเมืองที่ห่างไกลกันไม่จำเป็นต้องถือศิลอดตาม เพราะเมืองที่ใกล้กัน เช่น ดามัสกัด
ฮิมด์ และฮะลับ มีสภาพเหมือนเป็นเมืองเดียวกัน ซึ่งไม่เหมือนกับเมืองที่ไกลๆ กัน เช่น
ดามัสกัด ไคโร และมักกะห์
หลักที่ใช้ในการพิจารณาว่าเป็นเมืองที่ไกลกันก็คือมีมัตละอ์
( ตำแหน่งขึ้นตกของดวงอาทิตย์ ) ต่างกัน
หลักฐานในเรื่องดังกล่าว :
ฮาดิษ ที่มุสลิม ( 1087 ) ได้รายงานจากกุรัยบ์ ว่า :
ข้าพเจ้าได้เข้าสู่รอมาดอนขณะที่ข้าพเจ้าอยู่ในเมืองชาม
ข้าพเจ้าเห็นเดืนเสี้ยวในคืนวันศุกร์ หลังจากนั้นข้าพเจ้าได้เดินทางมาที่เมืองมะดีนะห์
ในตอนปลายเดือนนั้น อิบนุอับบาส ( ร.ด ) ได้ถามข้าพเจ้าว่า พวกท่านเห็นเดือนเสี้ยวเมื่อไหร่? ข้าพเจ้าว่า พวกเราเห็นเดือนเสี้ยวในคืนวันศุกร์ เขาถามอีกว่า
ท่านเห็นมันด้วยหรือ ข้าพเจ้าตอบว่า ถูกแล้ว และประชาชนก็เห็นมัน พวกเขาได้ถือศิลอด
และมุอาวียะห์ ก็ได้ถือศิลอด เขากล่าวขึ้นว่า พวกเราเห็นมันคืนวันเสาร์ ดังนั้นเราจะต้อถือศิลอดเรื่อยไปจนกว่าจะครบสามสิบวัน
หรือจนกว่าเราจะเห็นมัน ฉันถามว่า ท่านยังไม่พอหรือที่มุอาวียะห์เห็นและถือศิลอด เขาตอบว่า
ไม่ ดังที่กล่าวนี้ ท่านรอซูลุ้ลเลาะห์ ( ซ.ล ) ได้ใช้พวกเรา .
ผู้รู้กล่าวว่า : ในกรณีของชาวเมืองที่อยู่ไกล
ที่ยังไม่จำเป็นต้องถือศิลอดนั้น ถ้าหากมีคนจากเมืองที่เห็น เดินทางไปยังเมืองที่อยู่ไกล
ให้เขาถือศิลอดตามชามเมืองนั้น แม้ตัวเขาเองจะถือศิลอดครบสามสิบวันแล้วก็ตาม เพราะการที่เขาเดินทางไปยังเมืองนั้นทำให้เขากลายเป็นสมาชิกคนหนึ่งของเมืองนั้นไป
ข้อบังคับที่ใช้อยู่กับชาวเมืองนั้นก็จะต้องนำมาใช้บังคับเขาด้วยเช่นกัน ส่วนคนที่เดินทางไปจากเมืองที่ยังไม่เห็นฮิลาล
ไปยังเมืองที่เห็นฮิลาลกันแล้ว ให้เขาออกจากการถือศิลอดพร้อมกับชาวเมืองนั้น โดยไม่คำนึงว่าเขาจะถือศิลอดได้ยี่สิบแปดวัน
เพราะเดือนนั้นอาจเป็นเดือนขาดที่มียี่สิบเก้าวัน หรือเขาถือศิลอดได้ยี่สิบเก้าวัน
เพราะเดือนนั้นอาจเป็นเดือนเต็มที่มีสามสิบวัน ก็ตาม แต่ในกรณีที่เขาถือศิลอดได้เพียงยี่สิบแปดวันนั้นเขาจำเป็นต้องถือศิลอดชดใช้
( กอดออ์ ) อีกหนึ่งวัน เพราะเขายังถือศิลอดไม่ครบเดือนทั้งนี้เพราะเดือนอาหรับจะไม่มียี่สิบแปดวัน
อย่างน้อยต้องไม่ต่ำกว่ายี่สิบเก้าวัน และอย่างมากไม่เกินสามสิบวัน
คนหนึ่งออกเดินทางจากเมืองที่กำลังเป็นอีด
ไปยังเมืองหนึ่งอยู่ห่างไกลและชาวเมืองกำลังถือศิลอดกัน เขาจำเป็นต้องอดอาหาร ( อิมซาก
) ตลอดวันนั้น เพื่อให้สอดคล้องกับชาวเมืองนั้น
เล่าจากอับดิรเราะห์มาน บุตร สะมุเราะห์ ว่า : ท่านรอซูลุ้ลเลาะห์ (ซ.ล) ได้ออกมาหาพวกเรา
ขณะที่พวกเราอยู่ที่ซุฟฟะห์ (บริเวณหนึ่งนอกมัสยิดนบี)
ท่านได้ลุกขึ้นยืนแล้วกล่าวว่า : “ ฉันฝันประหลาดเมื่อคืนนี้
:
พวงตัสบีฮ์ ซุนนะห์หรือบิดอะห์ ???
ฮะดีษสะอัด บุตร อะบีวักกอส (ร.ด) ว่าตัวเขาพร้อมด้วยท่านนบี(ซ.ล) ได้เข้าไปหาผู้หญิงคนหนึ่ง
โดยเบื้องหน้าของผู้หญิงคนนั้นมีเม็ดอินทผลัมหรือก้อนกรวดที่นางใช้นับตัสบีฮ์ ท่านรอซูลุ้ลเลาะห์ (ซ.ล) ได้กล่าวขึ้นว่า : ฉันจะบอกเธอถึงสิ่งที่สะดวกแก่เธอยิ่งกว่านี้และประเสริฐกว่าการทำอย่างนี้
? เธอจงกล่าวว่า :
มหาบริสุทธิ์แด่พระองค์อัลเลาะห์เท่าจำนวนสิ่งที่พระองค์ได้สร้างไว้ในชั้นฟ้า
มหาบริสุทธิ์แด่พระองค์อัลเลาะห์เท่าจำนวนสิ่งที่พระองค์ได้สร้างไว้ในหน้าแผ่นดิน
และมหาบริสุทธิ์แด่พระองค์อัลเลาะห์เท่าจำนวนสิ่งที่พระองค์เป็นผู้สร้าง
และอัลเลาะห์ทรงยิ่งใหญ่
เท่ากันนั้น
และไม่มีพระเจ้าที่ถูกสักการะโดยเที่ยงแท้เว้นแต่อัลเลาะห์เท่านั้น เท่ากันนั้น
และไม่มีพลังอำนาจ
และการเคลื่อนไหวใดๆ นอกจากโดยพระองค์อัลเลาะห์
เท่ากันนั้น.
รายงานโดยฮากิม และฮากิมกล่าวว่าเป็นฮะดีษซอเฮียะฮ์
และท่านซะฮะบีย์ มความเห็นพ้องด้วย
เป็นการยากที่จะกำหนดเวลาให้แน่นอนลงไปอย่างละเอียดว่า
การเปลี่ยนลูกปัดที่ใช้แขวนคอมาเป็นพวงตัสบีฮ์
เพื่อวัตถุประสงค์ทางศาสนานั้นเกิดขึ้นมาตั้งแต่ยุคใด นอกจากจะกล่าวได้เพียงว่าความคิดเรื่องพวงตัสบีฮ์นั้นมีเค้าโครงมาจากพวกสุมาเรี่ยนก่อน
(5000) ปี
และแนวคิดนี้ได้ถ่ายถอดไปสู่อารยธรรมอื่นเช่นวัฒนธรรมอียิปต์โราณในยุคฟาโรห์ วัฒนธรรมอินเดีย และเปอร์เชีย และวัฒนธรรมต่อๆ
มา
มนุษย์ในยุคโบราณได้ใช้วิธีการขัดถูและปรับวัสดุที่จะนำมาใช้เป็นลูกปัด และขึ้นให้เป็นรูปทรงต่างๆ
เช่นรูปทรงกลม หรือรูปทรงอื่นๆ ต่อมาก็มีการเจาะรูลูกปัด
และนำมาร้อยเรียงเข้าด้วยกันเป็นพวงด้วยเส้นเชือก
และนี่ถือเป็นก้าวแรกของแนวคิดในการนำลูกปัดมาใช้เพื่อวัตถุประสงค์ต่างๆ
ความคิดในการร้อยเรียงลูกปัดให้เป็นเส้นยาวๆ ได้ก้าวเข้าสูารนำลูกปัดมาใช้ทางจิตวิญญาณหรือทางศาสนา.
นักวิชาการบางคนกล่าวว่า : ลูกปัดหรือพวงตัสบีฮ์นี้มีต้นกำเนิดมาจากอินเดีย
โดยพวกฮินดูได้นำมาใช้เป็นเวลานานแล้วเพื่อวัตถุประสงค์ต่างๆ
สำหรับชาวอาหรับยุคก่อนอิสลามนั้นพวกเขามีวิธีการอย่างอื่นในการคิดคำนวณและในการนับจำนวน
พวกเขาจะนับและคิดคำนวณโดยการใช้ก้อนกรวดและก้อนหินเพื่อให้ได้จำนวนที่แน่นอน
คือถือเอาผลลัพธ์จากจำนวนก้อนกรวดที่มีอยู่ในครั้งสุดท้าย. และนี่คือวิธีการของคนทั่วๆ
ไป.
ชาวอาหรับใช้การนับและคำนวณด้วยการนับก้อนกรวดเล็กๆ
ในเบื้องต้น ทั้งที่พวกเขามีความแตกฉานในวิชาคำนวณ วิชาเลขคณิต
และวิชาสถิติซึ่งถูกบันทึกไว้ในยุคต่อมานับตั้งแต่ยุคอารยธรรมอาหรับและอิสลาม. ชาวอาหรับก่อนยุคอิสลามรู้จักสร้อยคอ
และพวงลูกปัด และได้นำมาใช้สอยกัน
ตรงจุดนี้เองที่พวกเราพบช่องทางที่นำไปสู่การนำลูกปัดมาใช้ในยุคอิสลามอย่างสอดคล้องกัน.และสมควรที่จต้องกล่าวถึงการใช้พวงตัสบีฮ์
ในอิสลามโดยไม่คำนึงว่าจะได้รับอิทธิพลมาจากวัฒนธรรมอื่น
หรือเป็นความคิดริเริ่มของมุสลิมเอง. เป็นการนำมาใช้ที่ไม่มีผลเสียหายใดๆ
ต่อศาสนาอิสลาม
ซึ่งก็อาจมีผู้ตำหนิการใช้พวงตัสบีฮ์อยู่บ้างมาโดยตลอดในหลายศตวรรษที่ผ่านมาจนถึงยุคปัจจุบัน.
พวงตัสบีฮ์กับมุสลิมและการอนุญาตให้นำมาใช้
สำหรับเป้าหมายต่างๆ
ทางศาสนาในยุคแรกของศาสนาอิสลามนั้น ท่านรอซูลุ้ลเลาะห์ (ซ.ล) ได้นับตัสบีฮ์ด้วยองคุลีนิ้วมือของท่านเอง
และท่านได้ส่งเสริมให้กระทำเช่นนั้น เช่นเดียวกับที่ท่านให้การรับรองการนับตัสบีฮ์ด้วยเม็ดอินทผลัม
ดังปรากฏในฮะดีษสะอัด บุตร อะบีวักกอส ดังได้กล่าวมาแล้วข้างต้น.
ท่านรอซูลุ้ลเลาะห์ (ซ.ล) ได้ให้การรับรองการกระทำของสตรีคนดังกล่าว
โดยท่านไม่ได้ปฏิเสธ เป็นการชี้ชัดให้พวกเราได้ทราบถึงเป้าหมายของการใช้คือการ ”นับ” และ “จำนวน” ฮะดีษนี้ได้ชี้ให้พวกเราเห็นจำนวนอันมากมายในคำพูดของท่านที่ว่า
: “ เท่าจำนวนสิ่งที่พระองค์ได้สร้างไว้ในชั้นฟ้า
และในหน้าแผ่นดิน, เท่าจำนวนสิ่งที่อยู่ระหว่างทั้งสองนั้น, และเท่าจำนวนสิ่งที่พระองค์สร้าง
“ แล้วใครจะเป็นผู้ทราบจำนวนแท้จริงของสิ่งเหล่านี้ได้.
นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าท่านอะบู อัดดัรดาอ์, อะบูฮุรอยเราะห์, สะอัด
บุตร อะบี วักกอส และอะบูซอฟียะห์ ก็มีเม็ดอินทผลัมและก้อนกรวดไว้นับในการตัสบีฮ์
ด้วยเช่นกัน.
ด้วยเหตุนี้นักวิชาการบางท่านกล่าวว่า : การนับตัสบีฮ์ ด้วยองคุลีนิ้ว
ประเสริฐกว่าการใช้พวงตัสบีฮ์ เพราะท่านนบี (ซ.ล) ได้กระทำเช่นนั้น
แต่มีนักวิชาการบางท่านได้ให้ข้อสังเกตว่าที่กล่าวนั้นเป็นกรณีที่ผู้ตัสบีฮ์จะไม่ผิดพลาดในการนับจำนวนครั้งของตัสบีฮ์,
ส่วนคนตัสบีฮ์ที่นับไม่ผิดพลาดนั้นมีน้อย.
ด้วยเหตุนี้นักวิชาการบางท่านจึงกล่าวว่า : ที่ดีแล้วสำหรับผู้ที่ตัสบีฮ์คราวละมากๆ
เช่นหนึ่งพันหรือหลายๆพัน ควรจะใช้พวงตัสบีฮ์นับจำนวนที่เขาตัสบีฮ์เป็นประจำ
โดยไม่ต้องเปลี่ยนไปนับองคุลีนิ้วเพราะจะทำให้เกิดความพะวง ส่วนการใช้พวงตัสบีฮ์นั้นจะทำให้จิตใจสงบและมีสมาธิ.
การอ้างอิงหลักฐานนี้
ได้มีนักวิชาการกลุ่มหนึ่งนำไปอ้างเป็นหลักฐานว่าอนุญาตให้ใช้พวงตัสบีฮ์ได้
โดยอาศัยฮะดีษการนับลูกกรวดและเม็ดอินทผลัม และด้วยการรับรองของท่านนบี (ซ.ล)ในเรื่องดังกล่าวโดยท่านไม่ได้ปฏิเสธ
ทั้งนี้เพราะไม่มีข้อแตกต่างกันระหว่างการนับเม็ดอินทผลัมเป็นเม็ดๆ
หรือการนับเม็ดที่นำมาร้อยเป็นพวงแล้ว และยืนยันได้ด้วยการกระทำของชาวสลัฟ (คนในยุคสามร้อยปีที่นบีรับรองไว้) อีกทั้งไม่มีรายงานจากสะลัฟ
และคอลัฟ (คนในยุคหลังสามร้อยปี)คนใดห้ามใช้พวงตัสบีฮ์
ยิ่งไปกว่านั้นพวกเขาส่วนใหญ่ยังใช้พวงตัสบีฮ์ นับอีกด้วย
และไม่เห็นว่าการใช้พวงตัสบีฮ์เป็นสิ่งที่น่ารังเกียจแต่อย่างใด. มีรายงานว่าผู้รู้บางคนใช้พวงตัสบีฮ์นับตัสบีฮ์ของเขา ได้มีผู้ถามเขาว่า :
ท่านกลัวอัลเลาะห์จะโกงท่านหรือ ? ผู้รู้ท่านนั้นกล่าวว่า :
เปล่า ! แต่ฉันนับมันไว้เพื่ออัลเลาะห์.
และเพื่อเป็นข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับพวงตัสบีฮ์
ให้กลับไปไดูหนังสืออัลฮาวีย์ของอิหม่ามซุยูตีย์
ท่านได้เขียนสารฉบับหนึ่งอธิบายว่าอนุญาตให้ใช้พวงตัสบีฮ์ได้
โดยอ้างอิงฮะดีษที่มีาในเรื่องนี้
และรายงานที่ถ่ายทอดจากการกระทำของพวกสะลัฟที่มีคุณธรรม.
สำหรับในยุคปัจจุบันนี้มีทรรศนะของเชค อับดุลอะซีซ
บินบาซ มุฟตีแห่งราชอาราจักรซาอุดิอาระเบีย รอฮิมะฮุ้ลลอห์
ได้ตอบคำถามเรื่องพวงตัสบีฮ์ผ่านรายการวิทยุ “นูร อะลัดดัรบ์” ว่า : “ ไม่เป็นไรที่จะใช้พวงตัสบีฮ์
ในการนับตัสบีฮ์
แต่การใช้องคุลีนิ้วนับตัสบีฮ์นั้นประเสริฐกว่าเพราะมีตัวบทอยู่ในฮะดีษ “
ชนิดและจำนวนเม็ดของพวงตัสบีฮ์ ในปัจจุบัน
พวงตัสบีฮ์ ส่วนใหญ่ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันมีทั้งชนิดที่มี
33 และ 99 เม็ด
ที่เป็นเช่นนั้นเป็นการบ่งชี้ถึงอะไรเป็นพิเศษหรือไม่ ?
พวงตัสบีฮ์ ชนิดที่มี 99 เม็ด ไม่ใช่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ
แต่มันเกิดขึ้นจากเจตนาที่จะให้สอดคล้องกับจำนวนพระนามอันงดงามของอัลเลาะห์ 99
พระนามนั่นเอง, และสอดคล้องกับจำนวนที่ศาสนาต้องการให้กล่าวคำตัสบีฮ์,
ตะฮ์มีด และตักบีร ชนิดละ 33 ครั้งภายหลังละหมาดฟัรดู
ส่วนมากแล้วพวงตัสบีฮ์ชนิดนี้จะเรียกว่า พวงตัสบีฮ์ทางศาสนา
เพราะมีจำนวนเท่ากับพระนามของอัลเลาะห์อันงดงาม.
ส่วนพวงตัสบีฮ์ ชนิดที่มี 33 เม็ดนั้น พวกเขาต้องการทำให้พวงตัสบีฮ์สั้นลง
จากที่เคยมี 99 เม็ด
อีกทั้งทำให้มีน้ำหนักเบา และขนาดเล็กลง พวงที่มี 33 เม็ดนั้นเมื่อนับสามครั้งก็จะได้จำนวน
99 เหมือนกัน และครั้งสุดท้ายเป็นครั้งที่ครบ 100 นั้นก็จะกล่าวว่า :
“ไม่มีพระเจ้าที่ถูกสักการะโดยเที่ยงแท้เว้นแต่อัลเลาะห์เพียงผู้เดียว
โดยไม่มีคู่ภาคีสำหรับพระองค์ อำนาจการปกครองเป็นของพระองค์
มวลการสรรเสริญเป็นสิทธิ์แด่พระองค์ และพระองค์ทรงเดชานุภาพเหนือทุกสิ่ง “
ที่กล่าวมาแล้วนี้หมายถึงพวงตัสบีฮ์
ที่มีเป้าหมายทางศาสนาโดยเฉพาะ ไม่ใช่พวงตัสบีฮ์ ที่มีไว้เพื่อการโอ้อวดและใช้เป็นเครื่องประดับ
ปัจจุบันนี้พวงที่มี 33 เม็ด
ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง และมีชื่อเรียกว่า พวงตัสบีฮ์เศษหนึ่งส่วนสาม.
คัดย่อจากนิตยสารอัลฮัจญ์และอุมเราะห์
ลำดับที่สิบปีที่ 25
ประจำเดือน ซุ้ลฮิจญะห์ ปีฮ.ศ. 1423 หน้าที่ 48-49
ความประเสริฐของเดือนชะอ์บาน
และความประเสริฐของ
นิสฟู ชะอ์บาน
ดร. มุฮำหมัด สะอีด
รอมาดอน อัลบูตีย์ ได้กล่าวว่า
เดือนชะอ์บาน
ทั้งเดือนเป็นเดือนที่มีความเป็นพิเศษต่างหากจากเดือนอื่นๆ ในรอบปี ท่านรอซูลุ้ลเลาะห์ (ซ.ล.) ได้ให้การต้อนรับเดือนชะอ์บาน รองจากเดือนรอมาดอน
อย่างที่ไม่เคยให้การต้อนรับเดือนอื่นๆในรอบปี
เดือนนี้เป็นเดือนที่อะมั้ลๆต่างๆจะถูกนำขึ้นเสนอพระองค์อัลเลาะห์
ดังที่ท่านนบี (ซ.ล.) ได้กล่าวไว้
เป็นเดือนที่อัลเลาะห์จะให้ความเมตตาแก่ผู้ที่ขอความเมตตา
และจะให้อภัยแก่บ่าวของพระองค์ที่วิงวอนขออภัย
เป็นเดือนที่อัลเลาะห์จะปลดปล่อยบ่าวของพระองค์จำนวนมากมายจากไฟนรก
อย่างชนิดที่ไม่มีผู้ใดรู้จำนวนได้นอกจากอัลเลาะห์ ตาอาลาเท่านั้น
อุซามะห์ บิน เซด
ได้รายงานจากท่านรอซูลุ้ลเลาะห์ (ซ.ล.) โดยเขาได้ถามท่านว่า โอ้ท่านรอซูลุ้ลเลาะห์
ฉันไม่เคยเห็นท่านถือศีลอดเดือนใดในรอบปีเหมือนที่ท่านถือศีลอดในเดือนชะอ์บาน ? ท่านรอซูลุ้ลเลาะห์ (ซ.ล.) ได้ตอบว่า “เพราะเป็นเดือนที่ผู้คนส่วนมากหลงลืม
เป็นเดือนที่อยู่ระหว่างเดือนรอยับกับเดือนรอมาดอน
เป็นเดือนที่อะมั้ลต่างๆจะถูกนำไปเสนอต่ออัลเลาะห์ ตาอาลา ฉันจึงต้องการให้อะมั้ลของฉันถูกนำขึ้นไปเสนอต่ออัลเลาะห์
ขณะที่ฉันถือศีลอด” รายงานโดยนะซาอี
เป็นฮะดีษที่มีสายรายงานที่ซอเฮียะฮ์
ท่านบุคอรี มุสลิม อะบูดาวูด ติรมีซี
และนะซาอี ได้รายงานมาจากฮะดีษอาอิชะห์ ว่า อาอิชะห์ได้กล่าวว่า “ ไม่มีเดือนใดที่ท่านรอซูลุ้ลเลาะห์
(ซ.ล.) จะถือศีลอดมากยิ่งกว่าเดือนชะอ์บาน”
ส่วนสาเหตุนั้นท่านนบี
(ซ.ล.) ได้อธิบายไว้ในฮะดีษที่รายงานโดยอุซามะห์ บิน เซด มาแล้ว
ท่านบัยฮะกี
ได้รายงานด้วยสายรายงานที่ดีว่า เล่าจากอาอิชะห์ (ร.ด.)ว่า
ท่านรอซูลุ้ลเลาะห์ได้ตื่นขึ้นในตอนกลางคืน ได้ละหมาด สุหยูด
และได้สุหยูดนาน จนฉันคิดว่าท่านถูกเก็บชีวิตไปแล้ว เมื่อฉันเห็นเช่นนั้น
ฉันจึงได้ลุกขึ้นไปเขย่าปลายนิ้วของท่าน
ฉันเห็นมันเคลื่อนไหว ฉันจึงกลับไป
ต่อมาฉันได้ยินท่านกล่าวในขณะที่ท่านสุหยูดว่า “
ข้าแด่อัลเลาะห์ฉันขอป้องกันความกริ้วโกรธของท่านด้วยความพอใจของท่าน ฉันขอป้องกันการลงโทษของท่าน ด้วยการอภัยของท่าน
ฉันขอป้องกันจากท่าน ด้วยพระองค์ท่าน
ฉันไม่สามารถกล่าวคำสรรเสริญท่านได้อย่างครบถ้วน เหมือนที่ท่านสรรเสริญตัวท่านเอง” เมื่อท่านได้สลามแล้ว
ท่านได้กล่าวแก่ฉันว่า “โอ้ อาอิชะห์ ..
เธอคิดว่ารอซูลุ้ลเลาะห์ ผิดสัญญากับเธอหรือ ? ฉันตอบว่า เปล่า .. ฉันขอสาบานต่ออัลเลาะห์
โอ้ท่านรอซูลุ้ลเลาะห์ฉันคิดว่าท่านถูกเก็บชีวิตไปแล้ว
เพราะสุหยูดนานและไม่เคลื่อนไหว
ท่านรอซูลุ้ลเลาะห์ ถามว่า เธอทราบไหมว่าคืนนี้คือคืนอะไร ? ฉันตอบว่า
อัลเลาะห์ และรอซู้ลของพระองค์ทราบดี
ท่านตอบว่าคืนนี้คือคืนนิสฟู ชะอ์บาน
ในคืนนี้อัลเลาะห์ผู้ทรงยิ่งใหญ่และเกรียงไกรจะมองดูบ่าวของพระองค์ แล้วตรัสว่า
มีใครขออภัยโทษบ้างไหม ? เราจะอภัยโทษให้เขา
มีใครขอบ้างไหม ?
เราก็จะให้เขา
มีใครวิงวอนขอดุอาอ์บ้างไหม ? เราจะตอบรับคำวิงวอนขอดุอาอ์ของเขา
และพระองค์จะปล่อยให้พวกที่มีความผูกพยาบาทอยู่ในสภาพของพวกเขาเช่นนั้น
ฮะดีษเหล่านี้แม้จะกล่าวถึงเรื่องความประเสริฐของเดือนชะอ์บานอย่างกว้างๆ
แต่คืนนิสฟูชะอ์บานก็เป็นคืนหนึ่งของเดือนชะอ์บานที่มีศิริมงคลมากมาย ฮะดีษเหล่านี้โดยรวมถึงขั้นเป็นฮะดีษซอเฮียะฮ์ มีความเข้มแข็ง ที่ไม่อาจตั้งข้อสงสัยได้
พี่น้องทั้งหลายพวกเรามีความจำเป็นต้องฉวยโอกาสที่อัลเลาะห์
ได้แสดงความโปรดปรานหยิบยื่นความเมตตาให้แก่บ่าวของพระองค์
เพราะพวกเราเป็นผู้ที่มีบาปหนาติดตัว
พวกเราไม่มีสิทธิ์อะไรนอกจากเสาะหาช่วงเวลาที่ประเสริฐเช่นนี้ตามที่ท่านรอซู้ลลุ้ลเลาะห์
(ซ.ล.) ได้บอกไว้
ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่อัลเลาะห์แสดงความเมตตาแก่บ่าวของพระองค์ พวกเราไม่มีทางเลือก
นอกจากฉวยเอาโอกาสนี้เสนอตัวเข้ารับความเมตตาของอัลเลาะห์ เสนอตัวเข้ารับการอภัยโทษของอัลเลาะห์เสนอตัวเพื่อให้เกียรติแก่พระองค์
และเราจะต้องแบมือของเรายกขึ้นอ้อนวอนพระองค์ด้วยความนอบน้อมถ่อมตน
วิงวอนขอให้พระองค์ลบล้างบาปของพวกเรา
ให้เกียรติแก่พวกเราด้วยการให้อภัยและประทานสุขภาพที่สมบูรณ์ให้แก่พวกเรา
และขอพระองค์ได้โปรดประทานความเมตตาให้แก่ประชาชาติของท่านนบีมุฮำหมัด
(ซ.ล.)ทุกคนด้วยเทอญ .
มอบให้เป็นวิทยาทาน
โดยโรงเรียนมิฟตาฮุ้ลอุลูมิดดีนียะห์
(บ้านดอน)
ทำบุญถึงคนตาย
ปัญหาหนึ่งที่อยู่ในความสนใจของประชาชนมาเป็นเวลานานแล้ว
และยังคงเป็นปัญหาคาใจของใครบางคนอยู่ก็คือ การทำบุญให้คนตาย จะถึงคนตายไหม ? อ่านอัลกุรอาน
ให้คนตายได้ไหม และอีกมากมายหลายคำถามที่เกี่ยวข้องกัน เพื่อให้ปัญหาดังกล่าวคลี่คลายลงไปในทางที่ดี ในทางที่จะก่อให้เกิดความเข้าใจและสร้างสรรค์
จึงขอนำปัญหาดังกล่าว
มาตีแผ่ให้เห็นถึงแนวทรรศนะต่างๆของนักวิชาการที่มีต่อปัญหาดังกล่าวว่าสำนักใดมีทรรศนะว่าอย่างไร
รู้แล้วจะได้เกิดความสบายใจไม่ต้องมาถกเถียงกันให้เสียเวลา
เพื่อจะได้มีเวลาเหลือไปทำความดีอย่างอื่น การนำเสนอปัญญานี้ไม่ได้มีเจตนาจะใช้เป็นเครื่องมือทิ่มตำฝ่ายใด
เพียงแต่มีเจตนาเผยแพร่ข้อมูลในปัญหานี้เท่านั้น.
อิบาดะห์ประเภทต่าง
ๆ
อิบาดะห์ที่ศาสนาใช้ให้มุสลิมปฏิบัตินั้นจำแนกออกได้เป็นสามประเภทกล่าวคือ
:
1 อิบาดะห์ที่เกี่ยวกับร่างกายเพียงอย่างเดียว เช่นละหมาด การถือศีลอด การเอียะอ์ติกาฟ
การอ่านอัลกุรอาน และการซิกรุ้ลเลาะห์
2 อิบาดะห์ที่เกี่ยวกับทรัพย์สินเพียงอย่างเดียว
เช่นซะกาต และซอดาเกาะห์
3 อิบาดะห์
ที่ผสมกันทั้งร่างกายและทรัพย์สินคือฮัจญ์ (ในส่วนที่เกี่ยวกับทรัพย์สินคือเสบียง
และ ยานพาหนะ ในส่วนที่เกี่ยวกับร่างกายก็คือ การวุกูฟ การตอวาฟ การสะแอ
และการขว้างเสาหิน) เป็นต้น
แนวทางของมัซฮับต่างๆ
มัซฮับฮานาฟีและอัมบาลี
อนุญาตให้ยกผลบุญของอะมั้ล(ความดี)ที่ตนทำให้แก่ผู้อื่นได้ โดยไม่มีข้อแม้ใดๆ
ไม่ว่าจะเป็นอิบาดะห์ที่เกี่ยวกับร่างกาย หรือเกี่ยวกับทรัพย์สิน หรือผสมกันระหว่างร่างกายกับทรัพย์สิน.
มีระบุในตำราของมัซฮับฮานาฟี
(เช่นอัซซัยละอีย์, อัลบะฮร์, อัลฮิดายะห์ และฟัตฮุ้ลกอดีร) ว่าคนที่ทำอิบาดะห์
ไม่ว่าจะเป็นละหมาด การถือศีลอด
การจ่ายซะกาต การอ่านอัลกุรอาน การซิก
รุ้ลเลาะห์
การตอวาฟ ทำพิธีฮัจญ์ ทำพิธีอุมเราะห์ หรือความดีอย่างอื่น
อนุญาตให้เขายกผลบุญของอิบาดะห์เหล่านั้นให้แก่ผู้อื่นได้
ไม่ว่าจะเป็นคนที่มีชีวิตอยู่หรือล่วงลับไปแล้วก็ตาม
และผลบุญของการทำอิบาดะห์นั้นก็จะถึงผู้ที่ถูกยกให้
และไม่มีข้อแตกต่างกันระหว่างคนที่ตั้งเจตนา (เนียต)ขณะทำความดีนั้นว่าทำให้แก่ผู้อื่นหรือทำเพื่อตัวเอง
แล้วหลังจากนั้นจึงยกผลบุญให้แก่ผู้อื่น..
ระบุอยู่ในตำรา
อัลมุฆนีย์ ของอิบนุกุดามะห์ ของ มัซฮับฮัมบะลีว่า ความดีใดๆ ที่มนุษย์ได้กระทำ
และยกผลบุญของการกระทำนั้นให้แก่ผู้ตายที่เป็นมุสลิม การกระทำดังกล่าวนั้นเป็นประโยชย์แก่ผู้ตายด้วยพระประสงค์ของอัลเลาะห์
ตาอาลา.. อิบนุ้ลกอยยิม นักวิชาการของมัซฮับฮัมบาลี ได้กล่าวไว้ในหนังสือของท่านชื่ออัรรูฮ์ว่า :
( สิ่งประเสริฐที่สุดที่จะยกให้แก่ผู้ตายก็คือ การทำซอดาเกาะห์ การขออภัยโทษ(อิสติฆฟาร)
และการขอดุอาอ์ให้แก่ผู้ตาย
และการทำฮัจญ์แทนให้ผู้ตาย
ส่วนการอ่านอัลกุรอานและยกผลบุญการอ่านนั้นให้แก่ผู้ตายโดยสมัครใจไม่มีค่าจ้างตอบแทน
การกระทำนี้ผลบุญจะไปถึงผู้ตาย
เช่นเดียวกับผลบุญของการถือศีลอดและฮัจญ์ก็จะไปถึงผู้ตาย ) ….
มัซฮับชาฟิอีและมาลิกี
:
ส่วนมัซฮับชาฟิอีและมาลิกีนั้นทรรศนะที่แพร่หลายของพวกเขามีว่า
อิบาดะห์ที่เกี่ยวกับร่างกายอย่างเดียวเช่นละหมาด การถือศีลอด และการอ่านอัลกุรอาน
ผลบุญของอิบาดะห์นี้จะไม่ถึงผู้ตาย
ต่างกับอิบาดะห์อื่นๆ เช่นอิบาดะห์ที่เกี่ยวกับทรัพย์สินอย่างเดียว
เช่นซะกาตและการทำซอดาเกาะห์ หรืออิบาดะห์ที่ผสมกันระหว่างร่างกายกับทรัพย์สินเช่นฮัจญ์
ผลบุญของอิบาดะห์ประเภทนี้จะถึงผู้ตาย.
นักวิชาการยุคหลัง
ของมัซฮับชาฟิอีและมาลิกี
แต่นักวิชาการยุคหลังของทั้งสองมัซฮับ
ได้เลือกเอาแนวทางที่ว่า ผลบุญของอิบาดะห์ทุกชนิดจะไปถึงผู้ตาย
เช่นการอ่านอัลกุรอานเป็นต้น, ประโยชน์ของการอ่านอัลกุรอานอาจเกิดจากผลบุญของการอ่านอัลกุรอานไปถึงผู้ตาย
หรือบะรอกะห์(ความดีที่เพิ่มพูน) ของการอ่านไปถึง.
ส่วนพวกมัวะอ์ตะซิละห์ (พวกที่มีความคิดนอกรีตในศาสนาอิสลาม) มีทรรศนะว่า
ไม่ยินยอมให้ใครยกผลบุญจากการทำ (อะมั้ล) ความดีของตนให้แก่ผู้อื่นโดยไม่มีข้อแม้ใดๆ ไม่ว่าจะเป็นอิบาดะห์ที่เกี่ยวกับร่างกายหรือทรัพย์สินหรือที่ผสมกันจากร่างกายและทรัพย์สิน.
มัซฮับ มัวะอ์ตะซิละห์
มีทรรศนะที่ต่างกับมัซฮับฮานาฟี
และต่างกับกลุ่มที่มีทรรศนะตรงกับมัซฮับฮานาฟี ที่เป็นอะห์ลิซซุนนะห์.
หลักฐานของพวกมัวะอ์ตะซิละห์
:
พวกมัวะอ์ตะซิละห์
อ้างหลักฐานเรื่องนี้ด้วยคำดำรัสของอัลเลาะห์ตาอาลาที่ว่า :
" มนุษย์จะไม่ได้รับอะไร นอกจากสิ่งที่เขาได้ทำไว้เท่านั้น "
พวกมัวะอ์ตะซิละห์ได้กล่าวในการใช้อายะห์นี้มาอ้างเป็นหลักฐานว่า
: อัลเลาะห์ ผู้ทรงยิ่งใหญ่และเกรียงไกร ได้บอกไว้ในอายะห์นี้ว่า มนุษย์จะไม่ได้รับอะไรนอกจากสิ่งที่เขาได้พากเพียรเอาไว้และเป็นผลงานของเขา
ส่วนการพากเพียรของผู้อื่น ไม่ใช่เป็นการพากเพียรและผลงานของเขา.
การโต้ตอบกับพวกมัวะอ์ตะซิละห์ด้วยหลักฐาน
:
พวกมัวะอ์ตะซิละห์
ถูกโต้ตอบด้วยข้อความที่ท่านกามาล บุตร ฮัมมาม กล่าวไว้ในหนังสือของเขาชื่อฟัตฮุ้ลกอดีร
(ในบทที่ว่าด้วยเรื่องการทำฮัจญ์แทนให้แก่ผู้อื่น) ว่า
:
ความหมายของอายะห์ที่ว่า
"
มนุษย์จะไม่ได้รับอะไรนอกจากสิ่งที่เขาได้ทำไว้เท่านั้น "
หมายถึง " ในกรณีที่ผู้ทำความดีไม่ได้ยกผลบุญให้แก่ผู้อื่น
" แต่ถ้าหากเขาทำความดีแล้วเขาได้ยกความดีนั้นให้แก่ผู้อื่น ความดีนั้นก็จะไปถึงผู้ที่เขายกให้
ทั้งนี้เพราะมีฮะดีษซอเฮียะฮ์ที่รายงานโดยบุคอรีและมุสลิมว่า :
ท่านรอซูลุ้ลเลาะห์
(ซ.ล) ได้เชือดแกะสองตัวที่มีสีขาวมีขนดำแซม
เป็นอุดฮียะห์(กุรบาน) โดยตัวหนึ่งท่านทำเพื่อตัวท่านเอง
อีกตัวหนึ่งท่านทำแทนให้แก่ประชาชาติของท่าน ..
ฮะดีษนี้ท่านนบีได้ทำความดีแทนให้แก่ประชาชาติของท่าน
การกระทำของท่านนบีชี้ว่าสามารถยกความดีให้แก่ผู้อื่นได้.
ฮะดีษนี้มีซอฮาบะห์หลายท่านได้รายงานและมีนักวิชาการฮะดีษได้นำออกเผยแพร่
หลายสาย และทุกสายรายงานก็จะมีข้อความตรงกันว่า ท่านนบี(ซ.ล) ได้เชือดสัตว์อุดฮียะห์(กุรบาน)
แทนให้แก่ประชาชาติของท่าน
จนข้อความนี้เป็นที่แพร่หลายและรู้กันทั่วไป
และสามารถที่จะนำไปเป็นเงื่อนไขของอายะห์ที่กล่าวมาแล้วได้. นอกจากนั้นก็ยังมีฮะดีษอีกหลายฮะดีษที่ชี้ว่าเมื่อทำความดีแล้วสามารถยกให้แก่คนอื่นได้เช่นฮะดีษที่รายงานโดยดารุกุตนีว่า
:
มีชายคนหนึ่งมาหาท่านนบี
(ซ.ล) แล้วถามขึ้นว่า : ฉันมีบิดามารดาที่ฉันได้เคยปรนนิบัติเขาทั้งสองขณะที่เขาทั้งสองมีชีวิตอยู่
แล้วฉันจะทำความดีให้แก่เขาทั้งสองได้ไหมภายหลังจากเขาทั้งสองเสียชีวิตไปแล้ว
? ท่านนบี(ซ.ล)
ได้ตอบเขาว่า : " แท้จริงการทำความดีให้แก่บิดามารดาภายหลังจากตายไปแล้วคือการที่ท่านละหมาดให้แก่เขาทั้งสองพร้อมกับการละหมาดของท่าน
และท่านถือศีลอดให้แก่เขาทั้งสองพร้อมกับการถือศีลอดของท่าน "
..
และฮะดีษที่ดารุกุตนีได้รายงานไว้อีกเช่นกันจากอิหม่ามอะลี
(กัรร่อมั้ลลอฮุวัจฮะฮ์) จากท่านรอซูลุ้ลเลาะห์ (ซ.ล) ได้กล่าวว่า :
"
ผู้ใดผ่านสุสานและเขาได้อ่าน "กุ้ลฮุวั้ลลอฮุอะฮัด"
สิบเอ็ดจบ แล้วยกผลบุญการอ่านให้แก่คนตาย เขาจะได้รับผลบุญเท่ากับจำนวนคนตาย "
..
และฮะดีษที่รายงานจากท่านอะนัส
บุตร มาลิก (ร.ด) ว่า :
"
เขาได้ถามท่านรอซูลุ้ลเลาะห์ (ซ.ล)ว่า : โอ้ท่านรอซูลุ้ลเลาะห์
: พวกเราจะทำทาน (ซอดาเกาะห์) แทนคนตายของพวกเราได้ไหม, และเราจะทำฮัจญ์แทนพวกเขา
และขอดุอาอ์ให้พวกเขาได้ไหม ? และผลบุญการทำเช่นนั้นจะไปถึงพวกเขาไหม ? ท่านรอซูลุ้ลเลาะห์
ตอบว่า : " ถูกแล้วมันจะไปถึงพวกเขา และความจริงพวกเขาจะดีใจกับสิ่งที่ได้รับ
เหมือนที่คนใดจากพวกท่านดีใจที่มีผู้นำถาดอาหารมามอบให้แก่เขาเป็นของขวัญ "
..
และฮะดีษที่ว่า
:
"
ท่านทั้งหลายจงอ่านซูเราะห์ยาซีนให้แก่คนตายของพวกท่าน " (รายงานโดย อะบูดาวูด)
ตัวบทเหล่านี้แม้จะมีตัวบทหลากหลายแต่มีเนื้อหาตรงกันที่ว่า" ผู้ใดที่ยกความดีของตนให้แก่ผู้อื่น ผลบุญของมันก็จะไปถึงผู้ที่ถูกยกให้
และอัลเลาะห์ก็จะให้เขาได้รับประโยชน์ด้วยความดีนั้น ".. ซึ่งเนื้อหาตรงจุดนี้ถึงขั้นเป็นมุตะวาติร (คือมีผู้รายงานมากในแต่ชั้นของสายรายงาน)
และในอัลกุรอานก็มีคำบัญชาจากอัลเลาะห์ให้ขอดุอาอ์แก่บิดามารดา
ดังปรากฏในคำดำรัสที่ว่า :
"
และท่านจงกล่าวว่า ข้าแด่องค์อภิบาลของฉันได้โปรดเมตตาบิดามาดา
เหมือนกับที่เขาทั้งสองได้ดูแลฉันมาตั้งแต่เยาวัย "
และอัลกุรอานยังได้บอกกล่าวถึงเรื่องที่มะลาอิกะห์วิงวอนขออภัยโทษให้แก่พวกที่มีศรัทธา
ในคำดำรัสของอัลเลาะห์ ตาอาลาในซูเราะห์ ฆอฟิรว่า :
"
บรรดามะลาอิกะห์ที่แบกอะรัช (บัลลังก์)
ของอัลเลาะห์ และมะลาอิกะห์ที่อยู่รายรอบ อะรัชกล่าวถวายความบริสุธิ์
พร้อมด้วยสรรเสริญองค์อภิบาลของพวกเขา และศรัทธาต่อพระองค์
และพวกเขาวิงวอนขออภัยโทษให้แก่พวกที่มีศรัทธาว่า ข้าแด่องค์อภิบาลของเราความเมตตาและความรู้ของพระองค์แผ่ไพศาลทั่วทุกสิ่ง
ขอได้โปรดอภัยโทษให้แก่พวกที่สำนึกผิด และปฏิบัติตามแนวทางของท่าน
และโปรดปกป้องพวกเขาให้พ้นจากการลงโทษในนรกที่ร้อนแรง ข้าแด่องค์อภิบาลของเรา
และขอได้โปรดให้พวกเขาได้เข้าสู่สวรรค์ อัดน์ ซึ่งท่านได้สัญญาไว้กับพวกเขา
และแก่ผู้ที่มีคุณธรรมจากบรรพบุรุษของพวกเขา คู่ครองของพวกเขา และลูกหลานของพวกเขา
แท้จริงท่านเป็นผู้ทรงเดชานุภาพ ทรงหยั่งรู้
และได้โปรดปกป้องพวกเขาให้พ้นจากความชั่วร้าย
และผู้ใดที่ท่านปกป้องเขาให้พ้นจากความชั่วร้ายในวันนั้น แน่นอนท่านก็ได้ให้ความเมตตาแก่เขาแล้ว
และนั่นคือชัยชนะอันยิ่งใหญ่ "
(ฆอฟิร : 7-9)
ในซูเราะห์
อัชชูรอ อัลเลาะห์ตาอาลาตรัสว่า :
"
และมวลมะลาอิกะห์ จะกล่าวถวายความบริสุธิ์
พร้อมด้วยสรรเสริญองค์อภิบาลของพวกเขา
และวิงวอนขออภัยโทษให้แก่ผู้ที่อยู่ในผืนแผ่นดิน พึงทราบเถิดว่าแท้จริงอัลเลาะห์นั้นพระองค์ทรงอภัยยิ่งอีกทั้งทรงเมตตายิ่ง
"
อายะห์เหล่านี้เป็นหลักฐานที่เด็ดขาดว่า
มีการได้รับประโยชน์จากการกระทำของผู้อื่น
ซึ่งขัดกับอายะห์ที่พวกมัวะอ์ตะซิละห์ได้ยกมาเป็นหลักฐาน หลังจากนั้นท่านกามาล
บุตร ฮัมมาม ยังได้กล่าวอีกว่า : การที่เราสามารถหักล้างทรรศนะของพวกมัวะอ์ตะซิละห์ลงได้ด้วยหลักฐานที่นำมานั้น
มันก็เท่ากับเป็นการปฏิเสธทรรศนะของชาฟิอีและมาลิกี (รอฮิมะฮุมั้ลลอฮ์)
ไปด้วยในที ซึ่งทรรศนะของอิหม่ามทั้งสองกล่าวว่า
ความดีที่เกี่ยวกับร่างกายนั้นจะยกให้ผู้อื่นไม่ได้ เพราะมีหลัก ฐานจากฮะดีษต่างๆ
ที่ได้กล่าวมาแล้วที่มีเนื้อความต้องกันว่าเมื่อทำความดีแล้วสามารถยกให้แก่คนอื่นได้
...
และพวกมัวะอ์ตะซิละห์ยังได้ยกฮะดีษมาเป็นหลักฐานสนับสนุนทรรศนะของพวกเขาที่ว่าจะยกผลบุญของความดีที่ทำไว้ให้แก่ผู้อื่นไม่ได้ด้วยฮะดีษที่ว่า
:
"
เมื่อมนุษย์ที่เป็นลูกหลานของอาดัมเสียชีวิตลง
การทำความดีของเขาก็ขาดตอนลง ยกเว้นสามประการคือ การอุทิศถาวรวัตถุไว้ (วะกัฟ), หรือวิชาการที่มีประโยชน์, หรือบุตรที่มีคุณธรรมวิงวอนขอดุอาอ์ให้เขา " ...
พวกมัวะอ์ตะซิละห์กล่าวในการอ้างหลักฐานของพวกเขาว่า
: ท่านนบี (ซ.ล) บอกว่าคนตายจะได้รับประโยชน์จากสิ่งที่เขาเป็นผู้ก่อไว้ขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ในโลกนี้
และสิ่งใดที่เขาไม่ได้ก่อไว้ มันก็ขาดตอนไปจากเขา.
การโต้ตอบพวกมัวะอ์ตะซิละห์
ในการนำเอาหะดีษนี้มาเป็นหลักฐานก็คือ : ท่านนบี (ซ.ล) ไม่ได้กล่าวว่า : การรับประโยชน์ของคนตายขาดตอนลง, แต่ท่านกล่าวว่า :
การทำความดีของเขาขาดตอนลง,
ส่วนการทำความดีของคนอื่น ก็ตกเป็นของผู้ที่กระทำ
ดังนั้นถ้าหากเขายกความดีนั้นให้แก่ผู้ตาย
ผลบุญจากความดีของผู้ที่ทำก็จะไปถึงคนตาย ซึ่งมันไม่ใช่ผลบุญจากการกระทำของคนตาย,
สิ่งที่ขาดตอนนั้นคือการกระทำของคนตาย เพราะเมื่อเขาตาย เขาจะทำความดีอะไรเองอีกไม่ได้แล้ว
ส่วนสิ่งที่ไปถึงคนตายนั้นคือผลบุญที่เกิดจากการกระทำของคนอื่นที่ยกให้เขา.
สรุปเรื่องการทำความดีแล้วยกผลบุญให้แก่คนตาย
มีสามมัซฮับ
1.มัซฮับฮานาฟี, ฮัมบาลี
และทรรศนะนักวิชาการของมัซฮับมาลิกีและชาฟิอีในยุคหลังที่มีความเห็นเหมือนกับมัซฮับฮานาฟี
และฮัมบาลี กล่าวว่า :
ผลบุญของความดีจากการกระทำของคนอื่นนั้นจะไปถึงคนตาย
โดยไม่คำนึงว่าความดีนั้นจะเป็นอิบาดะห์ที่เกี่ยวข้องกับร่างกายอย่างเดียว
หรือเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินอย่างเดียว
หรือเป็นอิบาดะห์ที่ผสมกันระหว่างร่างกายและทรัพย์สิน.
2. มัซฮับมัซฮับมัวะอ์ตะซิละห์
กล่าวว่า :
ผลบุญไม่ถึงคนตายไม่ว่าจะเป็นอิบาดะห์ประเภทใดก็ตาม.
3. มัซฮับมาลิกีและซาฟิอี ตามทรรศนะที่แพร่หลายของพวกเขา
ที่แยกรายละเอียดในเรื่องอิบาดะห์ โดยกล่าวว่า :
ถ้าหากเป็นอิบาดะห์ที่เกี่ยวข้องกับร่างกายอย่างเดียว
ผลบุญของอิบาดะห์นั้นจะไม่ถึงคนตาย, แต่ถ้าหากอิบาดะห์นั้นเป็นประเภทที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินเพียงอย่างเดียว
หรือเป็นอิบาดะห์ที่ผสมกันระหว่างทรัพย์สินกับร่างกาย
ผลบุญของอิบาดะห์ประเภทนี้จะไปถึงคนตาย.
ส่วนแนวทางที่มีน้ำหนักและถูกเลือกว่าเป็นทรรศนะที่ดีคือ
มัซฮับที่หนึ่ง
เพราะมีหลักฐานที่มีน้ำหนักและแข็งแรงสนับสนุน .. และเป็นแนวทางที่ได้รับการปฏิบัติมาตั้งแต่ยุคของสะลัฟ (คือยุคของคนดีที่ท่านนบี (ซ.ล)
รับรองไว้เป็นเวลาสามร้อยปี) และได้ปฏิบัติมาจนถึงยุคปัจจุบันนี้.
ข้อมูลจากหนังสือ : อัลฮะยาฮ์
อัลบัรซะคียะห์ ของมุฮำหมัด อับดุซซอฮิร คอลีฟะห์
โดยเรียบเรียงให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น.
หารายละเอียดเพิ่มเติมได้อีกในหนังสือ
อัลอะกีดะห์ อัตตอฮาวียะห์ ตั้งแต่หน้า
511 ถึงหน้า 518
Popular Posts
-
นบีอิสหาก ( อ . ล ) ความมหัศจรรย์และหลักฐานสำคัญ นบีอิบรอฮีม มีอายุล่วงเข้าสู่วัยชรา โดยยังไม่มีบุตร มะลาอิกะห์ ได้มาแจ้งข่าวดีแก่...
-
ท่านอบูบักร์ (Abu Bakr) ฮศ .11-13/ คศ .632-634. ชีวิตในตอนต้น ท่านอบูบักร์เป็นคอลีฟะฮ์ระหว่างปี ฮ . ศ . 11-13 หรือ ค . ศ . 632-63...
-
6- อัลกุรอานที่เป็น มักกีย์ และมะดะนีย์ 1- คำนิยามที่ถูกต้อง : อัลกุรอานที่เป็น มักกีย์ นั้นคือ : อัลกุรอานที่ถูกประทานลงมาก่อนการฮิจเ...
-
ด้วยนามของอัลเลาะห์ผู้ทรงเมตตายิ่ง ผู้ทรงกรุณายิ่ง คำนำ มวลการสรรเสริญเป็นสิทธิ์ของอัลเลาะห์ผู้อภิบาลสากลโลก ขอความเมตตาและความสันติ...
-
12 – ตัฟซีร อัลกุรอาน 1-คำว่าตัฟซีร : ความหมายของคำว่า ตัฟซีรคือ : ทำให้ชัดเจน และอธิบาย . ยกตัวอย่างเช่นท่านกล่าวว่า : ฟัซซัรตุ ฮาซิฮิ...
-
5- ข้อความแรกและสุดท้ายจากอัลกุรอานที่ถูกประทานลงมา 1- แหล่งอ้างอิงในการเรียนรู้ข้อความแรกและสุดท้ายจากอัลกุรอานที่ถูกประทานลง มา ก็...
-
อัลเลาะห์ได้กำหนดการถือศีลอดในเวลากลางวันของเดือรอมาดอน และท่านรอซูลุ้ลเลาะห์ ( ซ . ล ) ได้วางแนวทางในการทำละหมาดในเวลากลางค...
-
11-ระเบียบการอ่านอัลกุรอาน ( ก ) อัลกุรอานเป็นคัมภีร์ของอัลเลาะห์ ตาอาลา ซึ่งเป็นผู้สร้างที่ยิ่งใหญ่และเกรียงไกรได้ให้เป็นคัมภีร์สุ...
-
ซุ้ลกิฟล์ (อ.ล.) ประวัติย่อ เป็นนบีท่านหนึ่ง ปฏิบัติละหมาดวันละหนึ่งร้อยครั้ง นักประวัติศาสตร์บางคนกล่าวว่าเขาเป็นผู้อุปถัมภ์ประ...
-
4 – อายะห์ และซูเราะห์ของอัลกุรอาน 1-คำว่า อายะห์ ในหลักภาษามีหลายความหมาย : เช่น : มัวะอ์ญิซะห์ ( คือสิ่งท้าทายที่ผู้ถูกท้าทายไม่...




























